Destination
Leave a Comment

Laos trip day2 : Vang Vieng-Luangprabang

2 รีวิวทริปวันที่สอง วันนี้ตื่นแต่เช้าเพราะได้ยินเสียงเหมือนอะไรพ่นไฟอยู่ รีบออกมาดูหน้าบังกะโล
ปรากฏว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ  Hot air balloon ขนาดใหญ่มาก มีคู่รักฝรั่งสองคนกับไกด์คุมบอลลูนอยู่บนนั้น
บอลลูนลอยลงมาเข้าใกล้ที่พักริมน้ำของเรามาก โบกมือทักทายกับคนบนนั้นเสร็จแล้ว พี่ไกด์ก็แกล้งฝรั่ง
โดยการปล่อยให้บอลลูนเกือบจมลงน้ำแล้วก็นำขึ้นอย่างรวดเร็ว อยากลองขึ้นเหมือนกันแต่แพง และดูไม่ค่อยคุ้มสำหรับเรา

เก็บภาพมาฝากกันแบบข้างล่างนี้ ตอนเช้าที่วังเวียงหมอกปกคลุมทั่วทั้งพื้นน้ำและพื้นดิน เห็นทิวเขารางๆอยู่ด้านหลัง
อากาศหนาวจนหายใจออกมาเป็นไอ ต้องใส่เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอหลายชั้น
สีที่เห็นในภาพแรกสุดนี้คือตอนพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น  บรรยากาศดีและโรแมนติกมาก

บรรยากาศที่สะพานไม้ยามเช้า หมอกลงหนา

บรรยากาศถนนและร้านค้าเล็กๆในเมืองวังเวียง

ในเมืองวังเวียงไม่มีร้านอะไรนอกจากร้านค้าสำหรับบริการนักท่องเที่ยว นับได้ว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
เพราะมองไปก็จะเห็นมีแต่บริษัททัวร์ ร้านอินเตอร์เน็ต ร้านอาหาร ร้านนวดสปาแบบลาว
เป็นเมืองที่พูดตามตรงก็คือไม่มีอะไรเลยในเมือง นอกจากธรรมชาติที่สวยมากๆแล้วก็กิจกรรมadventureต่างๆ

เช้าวันที่สองนี้ เราฝากท้องกับร้านหลวงพระบางเบเกอรี่ ซึ่งเป็นอีกสาขาของร้านชื่อดังนี้ (สาขาใหญ่อยู่ที่หลวงพระบาง)
ทาน muesli ใส่โยเกิร์ต กับบาแกตต์, scrambled egg และแพนเค้กกล้วย แบ่งกับพี่จอร์จ รสชาติดีทีเดียว
บรรยากาศในร้านนี้ตกแต่งด้วยอิฐ โทนสีน้ำตาล นั่งแล้วรู้สึกสบาย รับแสงแดดอ่อนๆที่ส่องเข้ามาในร้านยามเช้า

หลังจากทานอาหารเช้ากันอิ่ม ก็ได้เวลาเที่ยวเมืองวังเวียง โดยเราเลือกที่จะนั่งเรือหางยาวล่องแม่น้ำซอง
ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ตกคนละประมาณ270 บาท โดยลำหนึ่งนั่งได้ 2 คน (คิดลำละ 300,000 Kip)
ระหว่างทางที่ล่องเรือก็ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำ มีคนออกมาอาบน้ำริมน้ำ
และมีชาวบ้านมาเก็บสาหร่ายน้ำเพื่อนำไปทำ “ไคแผ่น” หรือสาหร่ายกรอบที่เป็นขนมขบเคี้ยวของชาวลาว จำนวนมาก
พอล่องแม่น้ำไปไกลเรื่อยๆก็เริ่มเห็นบาร์ริมน้ำ  จุดกระโดดน้ำ เครื่องเล่นadventure หรือแม้กระทั่ง Slider
สำหรับลอยตัวลงแม่น้ำ หลายร้านด้วยกัน โดยร้านพวกนี้จะไม่คิดราคาค่ากระโดดน้ำ แต่จะขายเครื่องดื่มแทน

ผู้หญิงชาวลาวเก็บสาหร่ายในแม่น้ำ


พอล่องเรือไปเรื่อยๆจะเข้าสู่หุบเขาหินปูนขนาดใหญ่มาก โดยแม่น้ำซองจะเซาะร่องไปตามทิวเขาหินปูน
เจอกลุุ่มชาวต่างชาติกำลังพายเรือคายัค โดยมีครูฝึกคอยคุม  แต่ไม่่น่ากลัวเลยเพราะแม่น้ำซองตื้นมาก
ยืนถึงแค่ประมาณเอว ถ้ามีโอกาสคราวหน้าจะต้องกลับไปลองให้ได้ซ้กครั้ง


จุดกระโดดน้ำ และสไลเดอร์

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ขึ้นชื่อและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองวังเวียงนั่นก็คือ การล่องห่วงยาง
ถ้าใครมาแล้วไม่ได้ล่องห่วงยางในสายน้ำซองก็นับว่ามาไม่ถึงวังเวียง

เมื่อล่องเรือหางยาวเสร็จ เราก็กลับไปเก็บของและเช็คเอาท์จากที่พัก พร้อมเดินทางไปยังหลวงพระบาง
เส้นทางไปยังหลวงพระบางนั้นขึ้นชื่อว่าโหดที่สุด ใครเคยนั่งรถแถวแม่ฮ่องสอน หรือจากเชียงใหม่ไปปาย เรียกว่าแถบนั้นเด็กๆไปเลย
ระยะทางจากวังเวียงไปหลวงพระบางนั้นประมาณ 270 กิโลเมตร ใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือถนน
เป็นทางเลียบไหล่เขาตลอดทาง แทบจะไม่มีทางตรงเลย มีป้ายโค้งอันตรายเกือบทุกโค้ง แถมด้านที่เป็นหน้าผ้ายังไม่มี
อะไรมากั้นเสียด้วย นับว่าต้องอาศัยความชำนาญมากๆถึงจะขับเส้นทางนี้ได้

รถที่ลาวนั้นพวงมาลัยจะอยู่ด้านซ้าย ประตูอยู่ขวา รถควรจะขับชิดขวาแต่ปรากฏว่าตลอดทางที่ขับไปหลวงพระบางนั้น
รถลาวขับมาเฉียดกันตรงกลางช่องแบ่งเลนตลอด ค่อนข้างน่ากลัวมาก คนที่นั่งเบาะหลังสุดอาจเมารถ
จากโค้งจำนวนนับไม่ถ้วนได้ (เคยนั่งไปปายว่าเยอะแล้ว หากใครผ่านทางนี้ไปได้เชื่อว่าจะไปได้ทุกที่จริงๆ55)
ทางที่จะไปหลวงพระบางจากวังเวียงนั้นต้องขับข้ามเขาหลายลูก พวกเราเหมารถมินิแวนฮุนไดไปจึงไม่ลำบากเท่าใดนัก
แวะซื้อเสบียงคือส้มจากชาวบ้านบนภูเขาไปกินกันบนรถเยอะพอสมควร แล้วก็จอดแวะเข้าห้องน้ำได้ตามใจ
ถ้าเป็นรถของขนส่งลาวจะทุลักทุเลหน่อย แถมจอดให้เข้าห้องน้ำริมทาง


แผงขายส้มบนภูเขาทางผ่าน

มีดอกหญ้าขนาดใหญ่จำนวนมากตลอดทาง


ที่เห็นนี้คือภาพหญิงชาวลาวกำลังเตรียมใบไม้เพื่อทำเป็นไม้กวาด โดยตอนแรกเราก็งงว่าเขาทำอะไรกัน
เพราะภาพที่เห็นนั้นตลกมาก ทุกคนจะนั่งกับพื้นแล้วฟาดมัดใบไม้อะไรซักอย่างกับพื้นแรงๆ หลายๆรอบ
สอบถามพี่โชเฟอร์จึงได้ความว่า แถบนี้เขาทำไม้กวาดกันทั้งแถบ โดยจะเห็นคนตีใบไม้แบบนี้ตลอดทางจริงๆ

รถเราขับขึ้นเขาไปเรื่อยๆจนถึงจุดชมวิวเวียงภูฟ้า ซึ่งเป็นจุดยอดสุดของภูเขา มองเห็นภูเขาลูกหนึ่งสูงเสียดฟ้า
มองไม่เห็นปลายเขาเพราะสูงเหนือเมฆขึ้นไปอีก พระอาทิตย์สาดแสงลงมาตามช่องว่างของชั้นเมฆเป็นลำแสงเห็นได้ชัด
เป็นภาพที่ประทับใจมากๆ เราถ่ายรูปกันนาน ทำให้ไปถึงหลวงพระบางช้าลงไปอีก


บนเวียงภูฟ้า

หลังจาก 7 ชั่วโมงอันแสนทรมานบนรถ ในที่สุดเราก็มาถึงหลวงพระบางกันตอนประมานสองทุ่มครึ่ง
(ออกจากวังเวียงบ่ายโมงครึ่ง) พวกเราไม่ได้จองที่พักกันมาก่อนจึงเดินเข้าซอยโจมา ตรงสี่แยกไปรษณีย์ใหญ่
ซึ่งเป็นซอยที่มีเฮือนพัก (guesthouseที่นี่จะเรียกว่าเฮือนพัก) หลายที่ มีพี่สาวชาวลาวคนนึงมาชวนให้เข้าไปดู
ห้องของเฮือนพักเขาซึ่งพึ่งสร้างเสร็จใหม่ เป็นศาลาทรงไทย บรรยากาศดี ราคาไม่แพงมาก ตกคนละประมาณ360บาทต่อคืน
เราตกลงนอนที่เฮือนพักเวียงสวรรค์แห่งนี้ พอเก็บของเปลี่ยนชุดเสร็จก็ออกมาเดินในเมืองหลวงพระบางกัน

ตอนกลางคืนนั้นถนนสีสะหว่างวง เส้นหลักของตัวเมืองนี้จะกลายเป็นที่ตั้งของตลาดมืด
หรือถนนคนเดินหลวงพระบาง พวกเราดูของกันผ่านๆเพราะท้องกิ่วมาก จุดหมายของพวกเราคือ
ร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังของหลวงพระบาง ชื่อร้าน L’elephant เป็นร้านอาหารหรูตกแต่งสไตล์ย้อนยุค
ให้บรรยากาศเหมือนย้อนไปในยุคที่ลาวยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอยู่ สั่ง starter และ main course กันไป
หลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ครีมซุปเห็ด,แรททาทูอี, ซุปหัวหอม พร้อมกับทานบาแกตต์ที่พี่ชายคนเสิร์ฟนำมาเติมให้ตลอดคอร์ส

บรรยากาศตลาดมืด

Izakaya ร้านอาหารญี่ปุ่นฟิวชันในเมือง

ร้าน L’elephant ที่เราไปนั่งดินเนอร์กันวันนั้น

เมนู starter ของพวกเรา

อาหารของที่นี่พูดได้คำเดียวว่า อร่อยมากๆ เพื่อนๆสั่งสเต็กหลากหลายชนิดกันไม่ว่าจะเป็นเนื้อเป็ด เนื้อแกะ เนื้อวัว เนื้อหมู
ส่วนเราทานปลาเพิร์ช กับราวิโอลิ พอเช็คบิลออกมาถึงกับตกใจ กินกันไปถึงหลักล้านกีบ (ประมาณ 4,000กว่าบาท)
มื้อนั้นตกคนละประมาณ 800 บาท หลังจากนั้นไม่ทานร้านแพงกันอีกเลย ไปทานอาหารพื้นเมืองดีกว่า

พอดินเนอร์กันเสร็จ ออกมาที่ถนนใหญ่ตลาดมืดก็เก็บหมดแล้ว เพราะตอนนั้นเป็นเวลาห้าทุ่มครึ่งแล้ว
พวกเราจึงตัดสินใจไปดูบรรยากาศผับวัยรุ่นเมืองลาวกันว่าเป็นยังไง จึงเรียกรถป๊อกไปส่งยัง
“สถานบันเทิงดาวฟ้า” ผับวัยรุ่นแห่งเดียวในเมืองหลวงพระบาง  เข้าไปเพลง สีสันและบรรยากาศเหมือนอยู่ใน
งานวัดที่มีรถบั๊มพ์เสียงดังๆ วีเจพูดสลับกับเพลงแบบนั้น แต่ร้านนี้เปิดเพลงโอเคมีเพลงป๊อปฝรั่งที่ฮิตในผับ
อย่างฮิพฮอพติดชาร์ททั่วไป ที่น่าภูมิใจคือมีเปิดเพลงของคาราบาว หรือแม้กระทั่งเพลงของน้ำชาด้วย 55
ฝรั่งในร้านดูแปลกใจที่โต๊ะเราร้องกันได้ทั้งโต๊ะจึงมาเต้นด้วยกันเยอะ หลังจากนั้นดีเจเปิดเพลง sorry
พวกเราก็สอนฝรั่งเต้นเกาหลีกันสนุกมาก อยู่กันจนร้านปิดก็ถ่ายรูปรวบกันมาตามภาพข้างล่างนี้

หลังจากร้านปิดพวกเราก็นั่งรถป๊อกกลับเข้าเมือง มีวัยรุ่นฝรั่งสองคนติดรถพวกเรามากันด้วย
คุยกันไปมาปรากฏว่าอายุเท่าๆกันมาจากอังกฤษ มาเที่ยวระหว่างรอเข้า university
พวกเราออกค่ารถให้สองคนนั้น แล้วกลับเข้าที่พัก หลับยาวด้วยความเพลียจากการเดินทาง
และเตรียมพร้อมร่างกายสำหรับเที่ยวหลวงพระบางในวันรุ่งขึ้น

ติดตามต่อวันที่ 3 ค่ะ 🙂

share your thoughts here

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s