Destination
Comment 1

Laos trip review : day1 Vien Tiane-Vang Vieng

1 วันนี้ขอเขียนบล็อกเป็นภาษาไทยนะคะ เพราะจะรีวิวทริปเที่ยวลาวที่พึ่งไปมา มี 5 วัน 5 ตอนด้วยกัน
อยากแชร์ประสบการณ์ให้ฟังเผื่อมีใครสนใจอยากไป  เพราะเป็นทริปที่ impressive  มาก

—————————————————————

Day 1 January 15th-16th, 2010

วันนี้จะมาเล่าเรื่องราวการเดินทางครั้งล่าสุดที่พึ่งไปท่องเที่ยวมาซึ่งก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล ประเทศลาวนั่นเองค่ะ
ทริปนี้เริ่มต้นจากเพื่อนๆศิลปกรรมจุฬาที่อยากไปแบ็คแพ็คกันที่ไหนซักที่หนึ่งเป็นครั้งแรก เราตกลงกันว่าไปประเทศลาว
เพราะอยู่ใกล้เดินทางสะดวก (ไม่ต้องใช้ Visa ถ้าถือพาสปอร์ตไทย) และนอกจากภาษาจะคล้ายคลึงกันแล้ว
คนลาวยังใจดีอีกด้วย  แต่เป้าหมายของพวกเราในทริปนี้นั้นไม่ใช่เวียงจันทน์เมืองหลวง แต่เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ
อย่างวังเวียงและหลวงพระบาง  เมืองมรดกโลก(เมืองหลวงเก่าของประเทศลาว)นั่นเอง

เรานั่งศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางและจุดหมายที่จะต้องไปจากผู้มีประสบการณ์ที่มา review ไว้ในเว็บไซต์ต่างๆ
และอ่านหนังสือไกด์บุคของ Lonely Planet เพียงเวลาไม่กี่วันก่อนออกเดินทาง เราตัดสินใจกันว่าจะไป-กลับทางเดิม
ซึ่งก็คือเข้าและออกด่านทางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่จ.หนองคาย
(หรือบางครั้งอาจจะจัดทริปเดินทางไป-กลับ คนละทางก็คือเข้าหรือออกที่ เชียงของ แทน)






เสาร์ต่อมาเราก็มาอยู่บนรถไฟกรุงเทพฯ-หนองคายกันซะแล้ว
สังเกตได้ว่าคนส่วนใหญ่บนรถไฟที่นั่งไปหนองคายจะเป็นชาวต่างชาติและอ่านหนังสือ guidebook ท่องเที่ยวลาวเช่นกัน
หลายๆคนคงจะมีจุดหมายเดียวกันกับพวกเรา ซึ่งก็คือวังเวียงและหลวงพระบางนั่นเอง
รถไฟที่พวกเรานั่งเป็นขบวนตู้นอนปรับอากาศชั้น 2  พอตกกลางคืนเจ้าพนักงานก็จะมาพับที่นั่งให้กลายเป็นเตียง
(เรานอนเตียงบน จะได้ไม่เหม็นกลิ่่นควันจากด้านนอก) การนอนทำให้ชั่วโมงบนรถไฟที่ยาวนานกลายเป็นสั้น เพราะพอตื่น
ก็ใกล้ถึงสถานีปลายทางเสียแล้ว แต่อย่างว่ารถไฟไทยสุดท้ายกว่าจะถึงก็เลทไป 1 ชั่วโมง

เรามาถึงสถานีรถไฟหนองคายกันตอน 9.30 น. พอออกมาด้านนอกก็จะมีรถสกายแล็ป (คล้ายๆตุ๊กๆ)
มาจอดรอเพื่อจะรับคนไปส่งที่ด่านพรมแดนของไทยหลายคัน คนขับรถหลายคันฟันราคาผู้โดยสารต่างชาติ
จนคนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งเดินมาถามเราว่าเขาคิดราคาคนไทยเท่าไร พวกเราตกลงราคากับคนขับรถคือคนละ 20 บาท
ไปส่งที่ ตม. ซึ่งเช้าวันอาทิตย์นั้น มีคนต่อคิวอยู่พอสมควร





รถสกายแล็ป

พอมาถึง ตม.ไทย หลังจากรอกรายละเอียด departure card และตรวจ passport แล้ว
พวกเราก็ตรงไปยังเคาน์เตอร์ขายตั๋วรถทัวร์ ที่จะพาข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวไป ในราคา 20 บาท
(รถออกเรื่อยๆเมื่อคนเต็ม)

สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว

ด่าน ตม. ฝั่งลาว (อ่านคำด้านบนออกไหมเอ่ย)

เมื่อรถทัวร์ส่งเราที่ด่าน ตม. ฝั่งลาว เราก็ต้องกรอกใบคนเข้าเมือง(แบบในภาพ) และเสียค่าธรรมเนียมล่วงเวลา
ให้กับเจ้าพนักงานในราคา  40 บาท (เนื่องจากวันที่ไปถึงนั้นเป็นวันอาทิตย์) มีคุณลุงคนหนึ่งมายืนแจกใบ และชวนพวกเรา 5 ทั้งคุย
อยู่นาน ลุงเนียนมากเพราะจริงๆแล้วเราพึ่งรู้กันทีหลังว่า ลุงคือคนขับรถรับจ้างนำเที่ยวในเวียงจันทน์
ที่มายืนหาลูกค้าก่อนใครนั่นเอง (ลุงมายืนตั้งแต่อยู่ที่ ตม. ส่วนคนขับรถคนอื่นจะยืนรอกันเยอะๆอยู่ตอนเข้าด่านไปแล้ว)
ลุงเสนอว่าจะขับรถพานำเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเวียงจันทน์ได้แก่ พระธาตุหลวง ประตูชัย และหอพระแก้ว
ในราคาคนละ 100 บาท แม้จะแพงไปนิดก็โอเคเนื่องจากรถดี (เป็นแท็กซี่ฮุนได)

สถานที่แรกที่เราไปกันคือ พระธาตุหลวง ซึ่งเป็นปูชนีสยถานที่สำคัญยิ่งของเวียงจันทน์ กล่าวกันว่า
คนลาวหวังว่าจะต้องมาสักการะพระธาตุหลวงให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต เราเสียเงินค่าปี้ (แปลว่า ตั๋ว) ในราคา 5,000 Kip
และเข้าชมพระธาตุหลวงสีทองอร่าม แต่ใช้เวลาไม่นานนักเนื่องจากต้องรีบไปที่อื่น
เพราะเป้าหมายของเราในตอนเย็นคือเมืองวังเวียงนั่นเอง

ถัดจากพระธาตุหลวง เราก็ไปกันที่ประตูชัย อนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิต
ในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์นั่นเอง โดยประตูชัยของลาวนี้ก็ได้ต้นแบบมาจาก
ประตูชัยในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ประเทศเจ้าอาณานิคมของลาว แต่ก็ได้ผสมผสานเอกลักษณ์แบบลาวเข้าไป
อย่างลงตัว เช่นพระพุทธรูปศิลปะลาว ภาพเรื่องราวมหากาพย์รามายณะ แบบปูนปั้นใต้ซุ้มประตูโค้งของประตูชัย

พระธาตุหลวง


ประตูชัย อนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิตในสงคราม
มีต้นแบบสถาปัตยกรรมมาจากประตูชัยในกรุงปารีสนั่นเอง



ด้านบนมองจากข้างใต้ประตูชัย


คุณลุงใจดี เรียกพวกเราว่าคุณหนู

เราไม่ได้ไปแวะหอพระแก้ว ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตเดิม เนื่องจากทุกคนหิวกันมากจึงมาแวะทานอาหารกลางวัน
กันที่ร้าน ขอบใจเด๊อ ร้านดังของเวียงจันทน์ เราสั่งอาหารชุด Lao Discovery ราคา 75,000 Kip มีส้มตำลาว,
ลาบหมู,ไส้กรอกหลวงพระบาง(เหมือนไส้อั่ว), ปอเปี๊ยะญวน ประมาณนี้ ภายในร้านนี้ตกแต่งบรรยากาศดีทีเดียว
รสชาติอาหารก็อร่อยมาก ภายในร้านเห็นมีแต่ชาวต่างชาติมานั่งทานอาหารกัน
สุดท้ายพวกเราเสียเงินกันไปคิดเป็นบาทตกคนละ 160 กว่าบาท

ฝั่งตรงข้ามร้านขอบใจเด๊อคือร้าน Joma bakery&cafe ซึ่งเป็นคาเฟ่ชื่อดังของที่นี่
ภายในร้านโจมาตกแต่งให้ความรู้สึกเหมือนคาเฟ่ในปารีสมากกว่าจะเป็นที่ลาว ดูได้จากรูปข้างล่าง
เราซื้อขนมเค้กกันสามชิ้นเป็นเสบียงในรถตอนนั่งไปวังเวียง และลองชิมครีมปั่นของที่นี่ซึ่งอร่อยมาก
(ดูเหมือนคนจะกินร้านนี้กันมากกว่า Starbucks)

ร้านโจมา



ร้านขอบใจเด๊อ



ด้านในร้าน ซึ่งทุกค่ำจะมี live music ให้มานั่งฟังกันได้

หลังจากอิ่มท้อง คุณลุงก็พาพวกเราไปยังที่จอดรถมินิแวนฮุนไดที่จะไปวังเวียง เราให้ทิปคุณลุงกันไปห้าสิบบาท
แต่เป็นเหรียญหมด ตอนนั้นไม่รู้ว่าเหรียญไทยใช้ไม่ได้ (เงินที่นี่ใช้เงินบาทได้ แต่เหรียญใช้ไม่ได้)
ลุงบอกว่าเราว่า เอ่อ ก็ไม่เป็นไรนะ แล้วเอาเหรียญให้ลูกตอนแรกก็ไม่เข้าใจ
แต่พอรู้ทีหลังแล้วก็ขำมาก  สงสารลูกชายลุง

คนขับรถที่จะพาพวกเราไปวังเวียงชื่อพี่ตี๋ พี่ตี๋เป็นหนุ่มลาวที่หน้าตาเหมือนหนุ่มเกาหลี สักที่แขนใหญ่ๆ
แต่งรถแนวคาวบอยแถมฟังเพลง Country (เท่มาก555) แต่ที่อาการหนักคือพี่ตี๋เล่นกิน เบยลาว หรือ เบียร์ลาว ตลอดการขับรถ
หมดแล้วพี่แกก็แวะซื้อกระป๋องใหม่ตลอดทาง แต่กินเท่าไรก็ไม่เห็นเมา นั่งคุยกันไปปรากฏว่า
แฟนพี่ตี๋เป็นคนไทย มาจากฉะเชิงเทรา พี่อีกคนที่นั่งมาในรถคันเดียวกันเป็นคนเวียงจันทน์
แต่มาเยี่ยมเพื่อนที่วังเวียง ก็นั่งกินเบียร์กับพี่ตี๋ และแบ่งส้มให้เรากินหลายลูก คนลาวใจดีจริงๆนะ
และสุดท้ายเราก็ถึงวังเวียงกันอย่างปลอดภัย โดยคนขับไม่เมา

สุสานคาทอลิคของลาว  สีพาสเทลสวย





นั่งรถไปเจอวัวตลอดทาง พี่ตี๋บอกว่าคนลาวยกให้วัวเป็น ‘King of Road’

ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง พวกเราก็มาถึงเมืองวังเวียง
วังเวียงเป็นเมืองเล็กๆ บรรยากาศเหมือนปายบ้านเรา ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองรีสอร์ทของลาว เพราะมีแม่น้ำไหลเลาะ
ตามภูเขาหินปูนรูปทรงแปลกตา คล้ายเมืองกุ้ยหลินของเมืองจีน  มีถ้ำให้เที่ยวชมหลายแห่ง ซึ่งที่นี่ก็คือแม่น้ำซอง
หรือคนลาวเรียกว่า สายซอง แต่ที่ต่างกันก็คือคนที่นี่มีแต่นักท่องเที่ยวชาวตะวันตก เป็นฝรั่งอารมณ์แบบพัทยาทั้งเมือง
เราจองบังกะโลริมน้ำของ Saysong Riverhills ไว้ ซึ่งอยู่ริมน้ำและต้องเดินข้ามสะพานไม้ไป บรรยากาศดีมากจริงๆ
พอเก็บของแล้วเพื่อนๆก็อาบน้ำเปลี่ยนชุดกัน ส่วนเราขอตัวออกมาเก็บภาพบรรยากาศวังเวียงก่อนพระอาทิตย์ตก
ซึ่งเป็นช่วงเวลาท้องฟ้าจะไล่สีสวยที่สุด ตัดกับ Silhouette เทือกเขาหินปูนของวังเวียง อธิบายไม่ได้ สวยมากต้องมาเห็นกับตา

อากาศที่วังเวียงวันนั้นหนาวจนต้องใส่เสื้อกันหนาวและถุงน่องไว้ กลายเป็นเป้าสายตาเพราะฝรั่งในวังเวียง
แต่งตัวกันแบบดูไม่รู้สึกหนาวเลย ดูตัวอย่างได้จากภาพข้างล่างนี้ สาวออสซี่น่าจะพึ่งเล่นน้ำเสร็จขึ้นมาเดินกลางถนน





สะพานไม้ข้ามแม่น้ำมายังบังกะโล มีฉากด้านหลังเป็นเทือกเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อน


มื้อเย็นวันนั้นขอฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารไทย-ลาว ที่ไม่ได้มีแนะนำไว้ใน guidebook
แต่ดูแล้วมีคนนั่งกินเยอะกว่าร้านเวียงจำปาที่ถูกแนะนำไว้ เราจึงตัดสินใจลองร้านนี้กันซึ่งก็ไม่ผิดหวัง
มื้อเย็นวันนั้นทานส้มตำไทย ส้มตำลาว เนื้อย่าง ไก่ย่าง ต้มแซ่บ กัน ตบท้ายด้วย Bruchetta แบบฝรั่งเศส
เหมือนจะไม่เข้าแต่ก็เข้ากันดี มื้อนั้นอิ่มมาก เสียกันไปคนละประมาณ 180 บาท

ผู้ร่วมทริปทั้ง5คน พี่จอร์จ, แทน,พี่เบลล์,อุ้ง,อร

ระหว่างเดินกลับที่พัก เราสังเกตว่าตกกลางคืนจะเห็นแม่ค้าพ่อค้ามาตั้งแผงขายอาหาร
จำพวกแซนวิช(หรือบาแกตต์ลาว) เบอร์เกอร์ โรตี และแพนเค้ก จำนวนมาก มีเป็นสิบร้านได้
ราคาอาหารทีี่ลาวนี้อย่าคิดว่าจะถูกกว่าไทย เพราะคิดดูแล้วโรตีอันหนึ่งตกราคาตั้ง 10,000 Kip หรือ 40 บาท
แต่ก็คุ้มค่าเพราะแม่ค้าลาวให้ไส้เยอะมากไม่งกเหมือนแม่ค้าไทย แถมรถเข็นแต่ละอันทำกันอย่างถูกสุขอนามัย
ดูสะอาดและน่ากินกว่ารถเข็นขายโรตีแขกของบ้านเรามาก

ลองทานโรตีกันสองชิ้นปรากฏว่าอร่อยจริงๆ คุยเล่นกับแม่ค้าไปปรากฏแม่ค้ารู้จักดาราไทยหมดเลย
คนที่นี่เขาดูละครไทยกัน แม้แต่ทีวีในห้องพักยังเป็น channel ของไทย สรุปว่าทั้งทริปนี้คือยังไม่ได้ดูทีวีลาวเลยซักครั้ง
จากนั้นพวกเราเดินเล่นรอบเมือง เพียงไม่กี่นาทีก็เดินครบ เพราะวังเวียงมีถนนอยู่แค่ไม่กี่เส้น เดินถึงกันหมด
สุดท้ายเราตัดสินใจไปนั่งหาอะไรดื่มกันที่ร้าน Q Bar บาร์ที่ดูจะคนเยอะที่สุดในเมือง และเสียงดังที่สุดเช่นกัน
ที่นี่ให้อารมณ์เหมือนผับแถวพัทยาหรือข้าวสาร ฝรั่งจะน่ากลัวนิดหน่อย ในร้านไม่มีคนไทยเลย มีคนลาวน้อยมาก
(ทั้งเมืองก็คนไทยน้อยมาก นานๆทีจะเจอ มีพวกเกาหลีด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งหมด)

สั่ง Gin&Lemonade มาปรากฏว่ารสชาติไม่ได้เรื่อง แถมร้านนี้ยังเปิดเพลงไม่รู้จัก เหมือนเป็นฮิพฮอพใต้ดิน
แต่พวกเราก็นั่งเอนจอยกันไป มีฝรั่งเข้ามาทักทายและนั่งคุยเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ที่คุยก็จะบอกว่าเคยไปไทยกันมาหมดแล้ว
แล้วก็ต้องเป็น Khaosan Road เท่านั้นด้วย เหมือนคนที่นี่นั้นเวลาเที่ยวก็จะเที่ยวต่อกันทั่วทั้งแถบนี้นานหลายเดือน
กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต เกาะพะงัน เกาะช้าง แล้วก็ไปลาว ไปเวียดนามกันต่อ ดูเป็นชีวิตอิสระไม่มีอะไรผูกมัด
คิดๆดูแล้วก็น่าอิจฉาเหมือนกัน ถ้ามีโอกาส ก็อยากจะไปเที่ยวยาวๆแบบนั้นบ้าง


โรตีลาว และ บรรยากาศร้าน Q Bar

สรุปว่า ร้าน Q Bar เปิดเพลงร้องได้สลับกับไม่ได้ แต่ก็ไม่มีทางเลือกเพราะคนเยอะอยู่ร้านเดียว
เรานั่งกันไปสักพักสุดท้ายก็กลับที่พัก เพราะตั้งใจจะตื่นขึ้นมาชมพระอาทิตย์ขึ้นกลางสายหมอกในวังเวียง

รออ่านตอนหน้าค่ะ 🙂

P.S. ที่ถามกันเข้ามามาก ภาพถ่ายชุดนี้ใช้กล้อง Canon EOS Kiss Digital X + iPhoto ค่ะ
ส่วนภาพlandscapeเป็นสีจริงตอนนั้น ไม่ได้ปรับแต่งค่ะ (ตั้งWB เป็น cloudy)


1 Comment

share your thoughts here

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s