Crafts, Walk
Comments 3

Textile Treasure : Baan Rai Phai Ngam

เมื่อช่วงวันหยุดยาวสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันได้กลับไปเชียงใหม่อีกเป็นครั้งที่สองของปีนี้ด้วยความตั้งใจที่จะไปซื้อหาผ้าพื้นเมืองของชาวบ้านมาทำโปรเจคส่วนตัว นอกจากตลาดวโรรสที่มีขายผ้าชาวเขาและผ้าใยกัญชงมากมายแล้ว จึงไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชมแหล่งผลิตผ้าฝ้ายทอมืออันมีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่ นั่นคือ บ้านไร่ไผ่งาม พิพิธภัณฑ์ผ้าป้าแสงดา

บ้านไร่ไผ่งาม ก่อตั้งโดยป้าแสงดา บันสิทธิ์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (การทอผ้า) ปี2529  นับเป็นมรดกอันมีคุณค่าทางวัฒธรรม เพราะที่นี่ยังมีการผลิตผ้าฝ้ายทอมือที่ใช้กระบวนการผลิตแบบธรรมชาติและดั้งเดิมทั้งหมด ตั้งแต่การปั่นฝ้าย การคิดค้นสีย้อมสมุนไพรจากธรรมชาติ ความไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาลวดลายและสีสันของผืนผ้าที่สวยงาม ส่งผลให้มีนิตยสารต่างประเทศและในประเทศหลายฉบับตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านไร่ไผ่งามในยุคนั้น ป้าแสงดาได้สร้างผลงานและมรดกทางภูมิปัญญาด้านการทอผ้าที่มีประโยชน์แก่คนรุ่นหลังให้ได้ศึกษาค้นคว้ามากมาย จนกระทั่งล่วงลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2536

1520780_10153607419880277_1801199911_n
baanrai
1520815_10153607417395277_27095191_n

ฉันและเพื่อนขับรถไปยังอำเภอจอมทอง กิโลเมตรที่ 69 บนถนนสายเชียงใหม่-ฮอด คือทางเข้าบ้านไร่ไผ่งาม เห็นได้ชัดจากต้นไผ่ตรงสูงชะลูดเป็นทางยาวเรียงรายเต็มสองข้างทาง เมื่อขับรถเข้ามาเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่สงบเรียบง่าย ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ มีพื้นที่ปลูกฝ้าย พืชสมุนไพรที่ใช้ย้อมผ้า และแน่นอนไผ่ต้นสูงมากๆในบริเวณรอบ พื้นที่ตรงกลางเป็นที่ตั้งของเรือนไม้สักหลังใหญ่สีน้ำตาลเข้ม บ้านเก่าของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่(สร้างสมัย พ.ศ.2480) ที่สามีของป้าแสงดาซื้อต่อมา ที่บริเวณบ้านมีใต้ถุนสูงใช้เป็นที่สำหรับตั้งกี่ทอผ้าหลายหลัง ส่วนพิพิธภัณฑ์ผ้าป้าแสงดา อยู่บนบ้าน โดยนักท่องเที่ยวจะได้ชมเครื่องมือที่ใช้ทอและย้อมผ้าที่ป้าดาเคยใช้และผลงานผ้าทอของท่าน

นำภาพบนบ้านซึ่งดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์มาให้ชมกัน ข้าวของทุกๆอย่างทำให้นึกถึง บ้านคุณตาที่เชียงใหม่สมัยเด็กๆ เลย 🙂







เส้นฝ้ายที่บ้านไร่ไผ่งาม จะเป็นฝ้ายปั่นด้วยมือ ไม่ใช่โรงงาน เส้นฝ้ายจึงไม่มีขนาดไม่สม่ำเสมอ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง นอกจากนี้ยังมีสีดั้งเดิมของดอกฝ้าย หรือสีตุ่น ที่ทางพื้นบ้านเรียกว่า “ฝ้ายตุ่น” ซึ่งเป็นสีธรรมชาติไม่ย้อม แต่ถ้าหากย้อม สีที่ใช้ในการย้อมจะได้จากรากไม้ เปลือกไม้ ผลไม้ ใบไม้ จำพวกสมุนไพรธรรมชาติ เช่น เพกา คราม ไม้ฝาง มะเกลือ ครั่ง และคำแสด หรือคำเงาะ ซึ่งสมัยที่ป้าแสงดายังมีชีวิตอยู่เป็นผู้ทดลองค้นคว้าเองกับมือ


ในห้องนอนของป้าแสงดามีชุดผ้าฝ้ายตัวเก่งตัดจากดีไซเนอร์ชื่อก้องของเมืองไทย


รูปในหลวงและป้าแสงดา กับข้าวของทุกอย่างที่ยังคงเดิม



มีลวดลายผ้ามากมายที่ป้าแสงดาออกแบบและทอ แสดงใส่กรอบไว้ อุปกรณ์ในการทอผ้า กี่หลังเก่า และเส้นฝ้ายถูกจัดเรียงไว้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นชีวิตที่ผูกพันกับผ้าทออย่างแนบแน่น



ด้านในสุดเป็นห้องครัว สะท้อนถึงชีวิตและความเป็นอยู่แบบพื้นบ้านสมัยก่อน






ขณะที่ใต้ถุนด้านล่างเป็นที่ตั้งของกี่ทอผ้าหลายสิบหลัง และมีกลุ่มแม่บ้านมานั่งทอผ้า ไม่ไกลกันจะมีสถานที่ใช้ย้อมสีผ้าตามวิธีแบบโบราณ รวมถึงสถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์



ผ้าฝ้ายที่นี่ทอด้วยมือแบบพื้นเมือง  โดยใช้กี่ทอมือ





ปัจจุบันบ้านไร่ไผ่งาม เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจงานด้านผ้าฝ้ายทอมือธรรมชาติมาเป็นเวลานาน โดยมีคุณยายปึ๋ง (เสาวนีย์ บันสิทธิ์) วัย 74 ปี ลูกสาวของป้าแสงดา เป็นผู้ดูแลและสานต่อการทำผ้าทอจากคนรุ่นแม่อย่างแข็งขัน ทุกวันนี้คุณยายได้ต่อยอดและพัฒนาลวดลายสีขึ้นมามากมาย

เมื่อชมพิพิธภัณฑ์เสร็จ ก็ได้เข้าไปยังร้านขายผลิตภัณฑ์และผ้าที่ทอมือจากที่นี่ (ผ้าสวยมากๆ แต่เสียดายที่ห้ามถ่ายรูป) สอบถามผู้ดูแลสรุปได้ว่า ผ้าที่นี่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ ที่เข้ามาสั่งซื้อ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ชอบซื้อและนำไปขายต่อ เช่น ผ้ารองจาน ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมโต๊ะ และอื่นๆที่ผลิต ยกเว้นเสื้อสำเร็จที่ที่นี่ไม่ได้ทำ จากการสังเกต ฉันพบว่าช่างทอผ้าในบ้านไร่ไผ่งามหลายคนมีอายุมากแล้ว ด้วยความสงสัยและเป็นห่วงว่าแล้วอนาคตจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีช่างทอหรือคนรุ่นใหม่สืบทอดภูมิปัญญาที่สวยงามขนาดนี้ ฉันจึงถามไถ่คุณยายว่ามีรับสอนให้คนหนุ่มสาวทำบ้างหรือไม่ ตอนแรกคุณยายทำหน้าไม่แน่ใจและบอกว่า ปกติไม่สอนเพราะไม่อยาก ให้ผ้าทอเสียคุณภาพ ต้องใช้ช่างที่ชำนาญงานจริงๆ ไม่ใช่มาทำเล่นๆ ประกอบกับไม่มีเวลาสอน เมื่อเห็นฉันต่อรองและชวนคุย อ้อนอยู่หลายที สุดท้ายคุณยายจึงปริปากว่า “เอาสิ จะมาเมื่อไหร่ละ” (นั่นสิ จะได้ไปเมื่อไหร่เนี่ย)

และนี่คือผ้าที่ซื้อกลับมากรุงเทพจากบ้านไร่ไผ่งาม โปรเจคยังอยู่ในขั้นตอนรีเสิร์ช หวังว่าจะได้นำผ้าทอมือพวกนี้มาทำเป็นโปรดักต์ที่มีคุณค่า ต้องตั้งใจทำมากเพราะความเสียดาย เมื่อรู้ว่า ผ้าแต่ละม้วนใช้เวลาทอเป็นเดือน นานมากกว่าจะเสร็จ ทอทีละ 1 เส้นนี่นะ (สอบถามคุณยาย คุณยายบอกว่า ใน1 วัน จะได้ประมาณ 1 เมตร เท่านั้น) เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ราคาเมตรละ 700 นี่ไม่แพงเลย


เปรียบเทียบให้เห็น ผ้าทอด้วยฝ้ายเส้นเล็กละเอียด และเส้นใหญ่ คุณยายเป็นคนตั้งเส้นยืน ออกแบบลาย ผสมสีเอง สวยมากๆ

เห็นกันอย่างนี้แล้วคงตื่นเต้นกับภูมิปัญญาไทยใช่ไหมคะ 🙂 ปัจจุบันนี้ภาครัฐมีการส่งเสริมผ้าไทย นำมาใช้กับการออกแบบมากขึ้น ฉันก็เห็นว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่อาจขาดการต่อยอดและโฆษณาไปนิด ไม่ครอบคลุมถึงสเกลใหญ่ เพราะคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ยังมองว่าเชยและโบราณอยู่ การสืบสานจากคนรุ่นใหม่จริงๆนับว่าเป็นสิ่งจำเป็น สื่อต่างๆอาจต้องช่วยกันรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ผ้าทอของไทยให้มากขึ้นและนักออกแบบอาจนำมาต่อยอดเพื่อสร้างหัตถกรรมแบบร่วมสมัยหรือแบบใหม่ๆที่เป็น Modern craft

ในฐานะที่เป็นสื่อเล็กๆที่มีคนอ่านเฉพาะกลุ่ม ขอเป็นส่วนหนึ่งที่เผยแพร่ให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักความงดงามของผ้าทอมือไทย และอยากให้คนที่ติดตามอ่านบล็อกนี้ทุกคนได้เห็นถึงความสำคัญในบางสิ่งที่อาจถูกมองข้ามไป จริงๆแล้วฉันก็เช่นเดียวกับเด็กในเมืองคนอื่นๆที่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้มาก่อน บางทีก็คิดว่าโบราณและเชย แต่พักหลังมานี้ ตั้งแต่ได้ทำศิลปนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องวิถีเซน ของญี่ปุ่น ทำให้สนใจในเรื่องภูมิปัญญา ธรรมชาติ และงานฝีมือมากขึ้น จากการอ่านหนังสือหลายๆเล่ม ฉันพบว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเจริญได้เพราะเป็นประเทศที่พัฒนาตนเองไปพร้อมกับการพัฒนางาน craft แบบดั้งเดิม อย่างมีเอกลักษณ์ เขาไม่ทิ้งอะไรง่ายๆ เพราะถือว่างานฝีมือเป็นปัจจัยใหญ่ของมนุษยชาติ เป็นสิ่งที่ประเทศอื่นๆในโลกไม่มี เป็นต้นแบบที่น่าเอาเยี่ยงอย่างในแง่ของแนวคิดมาก  นอกจากนี้การดูงานออกแบบสมัยใหม่มากมายตอนนี้ที่เหมือนจะมีtrend ประยุกต์งานcraft ให้ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว เขาทำได้อย่างสวยงามมากๆ บางอย่างที่ว่าเชยพอนำมา renew แล้ว มันดูมีเสน่ห์ยิ่งกว่างาน modern minimal เรียบๆเสียอีก (ดูจะน่าเบื่อไปแล้วเพราะใครๆก็ทำได้) ในฐานะที่เราเป็นนักออกแบบคนหนึ่งจึงมานั่งคิดเสมอๆว่าเราจะทำอย่างไรให้มันกลับมาสวยงามและทรงคุณค่า สามารถดำรงอยู่ในยุคปัจจุบัน และอนาคตต่อไปได้นั่นเอง

เพราะถ้าเราทำสิ่งทอหรือเสื้อผ้าที่สามารถพัฒนาlocal communityหรือนำภูมิปัญญาเดิมมาอัพเดทให้ร่วมสมัยได้ ไม่เพียงน่าสวมใส่ ยังน่าศึกษาในพัฒนาการที่ผูกพันกับวิถีชีวิตผู้คนด้วย

สำหรับผู้สนใจเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าป้าดา มูลนิธิแสงดา บันสิทธิ์ บ้านไร่ไผ่งาม

การเดินทาง

แนะนำให้ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-ฮอด เมื่อถึง กม.68-69 ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป 500 ม.  สามารถเดินทางโดยรถประจำทาง คือนั่งรถโดยสารสายเชียงใหม่-จอมทอง-ฮอด โดยลงที่ปากทาง แล้วเดินเข้าไปอีก 1 กม. ก็ถึงบ้านไร่ไผ่งาม พิพิธภัณฑ์ผ้าป้าแสงดา แล้วค่ะ

เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันพฤหัสบดี เวลา 08.30–16.30 น. หยุดวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน ไม่เสียค่าเข้าชม

ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 105  ม. 8 ถ. เชียงใหม่–ฮอด ต. สบเตี๊ยะ อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่ โทร. 0 5336 1231 หรือ 08 9835 6290 โทรสาร0 5336 1230

Thanks info : here & there และ อ่านประวัติป้าแสงดาได้ที่นี่

3 Comments

  1. เราชื่นชมผ้าทอมากนะคะ สวยมากจริงๆค่ะ
    และอยากให้ที่นั่นเปลี่ยนแนวคิดนิดนึงเรื่อง การถ่ายภาพ(คือถ้ากลัวมีคนเลียนแบบ ก็อยากให้ทำเป็นหนังสือรวมเล่มลายผ้า มีภาพถ่ายครบและจดลิขสิทธิ์ให้เรียบร้อย ) และหาคนมาสืบทอด ไม่อยากให้สูญหายไปตามกาลเวลา สะท้อนใจเวลาไปค้นคว้าหาภาพและข้อมูลผ้าทอมีค่าทางวัฒนธรรมต่างๆ ส่วนมากชาวต่างชาติจะบันทึก ของไทยไม่ค่อยมี เท่าไหร่
    ถ้าพูดผิดไปต้องขออภัยด้วยค่ะ
    ถ้ามีโอกาสอยากไปเยือนสักครั้งเหมือนกันค่ะ

  2. Pingback: Crafts Culture : Best Places & Pioneers in Chiang Mai for Cotton Textiles | Vanillawalk Journal

  3. ฟ้า says

    ขอบคุณนะคะ น้องอุ้งทำให้อยากกลับมาใช้ผ้าไทยเพื่ออุดหนุนให้ชาวบ้านมีกำลังใจทำงานต่อไป
    และพี่รอคอยจะชมงานที่น้องอุ้งจะนำผ้าของป้าไปพัฒนาต่อไปนะคะ

share your thoughts here

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s