14870858156_8daeedcd45_o

Interview with Rotsaniyom : Love, Life & fashion that perfectly blends

Interview August 12, 2014

Screen Shot 2557-08-12 at 3.28.00 PM

จากที่ทำเว็บไซต์นี้มาได้ 5 ปี ได้เวลาที่จะเขียนอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้าง และนี่คือบทความแรกใน ‘Interview’  category ใหม่ที่อยากนำเสนอ เราจะไปสำรวจ เยี่ยมชมและพูดคุยกับ studio ที่มีแนวทางการทำงานและปรัชญาตรงกับเว็บไซต์ของเรา เพื่อแชร์บทสนทนา ข้อคิดและประสบการณ์ต่างๆที่น่าสนใจจากนักออกแบบจากหลายๆแขนงในวงการดีไซน์ไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองให้กับเด็กรุ่นใหม่ๆได้เห็นตัวอย่างที่ดีที่มีอยู่มากมาย

ขอเริ่มจากแฟชั่น เนื่องจากเป็นสิ่งที่คลุกคลีและสนใจมากที่สุด โดยสตูดิโอแรกที่จะพาไปวันนี้คือบ้านและที่ทำงานของแบรนด์ “รสนิยม” (Rotsaniyom) ธุรกิจเล็กๆที่เริ่มจากเพียงเงินเก็บของเด็กเรียนศิลปะจบใหม่สองคน ที่เต็มไปด้วยความรักและความตั้งใจในสิ่งที่ทำ ยึดมั่นในสไตล์ตนเองไม่อิงกระแสสังคม จนในที่สุดปัจจุบันกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องและดูท่าว่าจะไม่หยุดง่ายๆ วันนี้เราจะไปพูดคุยกับเจ้าของแบรนด์ทั้งสอง พี่อ๊อฟ (พงศ์ศักดิ์ กอบรัตนสุข) และ พี่กิ๊ฟ (ฐิตา กมลเนตรสวัสดิ์) ผู้สร้าง Rotsaniyom ขึ้นมาด้วยมุมมองที่สวนกระแสวงการแฟชั่นอย่างสิ้นเชิง และเป็นจังหวะดีที่ทั้งสองคนเพิ่งทำบ้านหลังใหม่ซึ่งเป็นทั้งบ้านและสตูดิโอที่ทำงานอยู่ในที่เดียวกันเสร็จ เราจึงถือโอกาสนัดเข้าไปเยี่ยมชมและสัมภาษณ์ถึงเบื้องหลังและที่มาที่ไปของแบรนด์

DSCF8312 copyDSCF8342 copy

วันนี้เป็นวันฟ้าโปร่ง เรามาหยุดอยู่ยังบ้านเลขที่ 12 ซอยเทเวศร์  3 บ้านรั้วสีขาวใหม่เอี่ยมที่ดูแตกต่างจากสภาพบ้านแถวๆนั้นอย่างสิ้นเชิง สอบถามรู้มาว่า บ้านหลังนี้เดิมเป็นของทหารตั้งแต่สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม พี่อ๊อฟได้ไปพบเข้าจึงซื้อมา renovate ใหม่เป็นบ้านและสตูดิโอแห่งนี้โดยใช้เวลาเพียงแค่ 4 เดือน ทั้งสองคนพาเราเข้าไปเยี่ยมชมบ้านที่ปัจจุบันชั้นล่างตกแต่งแบบสมัยใหม่ด้วยหินอ่อนและโทนสีขาว ทำเป็น office ส่วนชั้นสองเป็นสตูดิโอออกแบบและตัดเย็บ

DSCF8341 copyDSCF8340 copyDSCF8346 copyDSCF8318 copy
DSCF8314 copy
DSCF8328 copy
DSCF8336 copy

เมื่อขึ้นมาชั้นสอง ก็ได้พบกับสเปซที่บ่งบอกตัวตนของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ประตูเหล็กดัดสามบานด้านนอกระเบียงมีตัวอักษรสลักไว้ว่า R S และ Y (Revolution / Strong Passion / Young Man) ซึ่งพี่อ๊อฟบอกว่า อยากให้อีกสิบปีกลับมาเห็นสามคำนี้ แล้วยังมีพลัง  ส่วน Interior เป็นบ้านเก่าที่ยังรักษาโครงสร้างดั้งเดิมไว้แต่ทำพื้น เพดานและหน้าต่างใหม่ให้สะอาดเรียบร้อย ผนังกรุกระจก ทำเป็นหน้าต่างและประตูเหล็กดัดเพื่อให้แสงแดดส่องทั่วถึง ได้บรรยากาศอบอุ่นกำลังดี

DSCF8140 copy
rsy1
DSCF8194 copy
Screen Shot 2557-08-12 at 3.26.55 PM

VW : อยากให้เล่าถึงที่มาและสไตล์ของแบรนด์ Rotsaniyom ?

พี่กิ๊ฟ : มีจุดเริ่มต้นมาจากความชอบในลูกไม้และสีขาวของพี่ ส่วนตัวจะชอบสีที่สุภาพ คลีนๆและเรียบร้อย ผ้าที่ชอบใส่ก็จะเป็นผ้าคอตตอน ลูกไม้คอตตอน เพราะใส่สบาย ชอบเสื้อผ้าโครงหลวมเพราะเหมาะกับบุคลิกมากกว่าแบบรัดรูป ดังนั้นสิ่งที่ชอบทั้งหมดนี้ก็เลยรวมอยู่ในร้าน กลายเป็น DNA ของ Rotsaniyom

VW : ถ้าพูดถึงไลฟ์สไตล์ของพี่กิ๊ฟ ? 

พี่กิ๊ฟ : จะเป็นคนค่อนข้างขี้อาย ไม่ค่อยชอบปาร์ตี้สังสรรค์ แต่ชอบออกไปข้างนอกตอนกลางวันนะ และชอบท่องเที่ยวเมืองอื่น ชอบเมืองเพราะได้เห็นวิถีชีวิต ได้ดูคน การแต่งตัวของคน ชอบแฟชั่น พี่ชอบปารีสกับโตเกียว เพราะชอบการแต่งตัวของคนที่นั่นและร้านวินเทจเยอะ พี่ชอบ French Vintage ชอบซื้อของมือสอง ส่วนโตเกียวจะเหมาะกับการช้อปปิ้งมากกว่าเพราะมีเสื้อผ้ามือสองที่เหมาะกับคนเอเชียอย่างเราเยอะกว่า ทั้งสองเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นเมืองในฝัน คือฝันไว้ว่าอยากให้กรุงเทพเป็นแบบนั้น เราก็ทำได้ดีที่สุดในส่วนของเราเพื่อสร้าง design culture หรือ inspire เด็กรุ่นใหม่เพื่อให้กรุงเทพสามารถเป็นแบบนั้นได้ในยุคต่อๆไป ส่วนสไตล์ส่วนตัวตอนนี้ก็จะใส่มือสองผสมๆกับแบรนด์ตัวเอง ถ้าเป็นแบรนด์ไทยที่ชอบและเป็นลูกค้ามาตั้งแต่สมัยเรียนก็คือ SODA

VW : เห็นบ้านหลังนี้แล้วทึ่งในของสะสมและของแต่งบ้านที่น่ารักมาก ปกติชอบช้อปปิ้งของเก่ากันที่ไหน ? 

พี่อ๊อฟ : พี่ชอบสะสมของ ชอบไปเดินตลาดของเก่า ถ้าในกรุงเทพก็ไปหมดเลยทุกที่ ตั้งแต่สมัยมัธยมไปเดินคลองถมด้วยกัน ไปวัดสวนแก้ว, จตุจักรบ้าง ซื้อของห้าบาทสิบบาท ตอนนี้ก็ไปตลาดรถไฟใหม่บ้างแต่มันกลายเป็นตลาดนัดไปแล้ว ชอบที่เก่ามากกว่า

VW : แรงบันดาลใจในการทำงานส่วนใหญ่ ? 

พี่อ๊อฟ : แรงบันดาลใจของพวกพี่มาจากการใช้ชีวิต วันๆไปเจออะไรมาบ้าง จะชอบนั่งคุยเรื่องชีวิตกัน ดังนั้นโจทย์ตอนแรกจะเป็นนามธรรมมาก แล้วค่อยเอามาพัฒนา ตกผลึกต่อให้มันเกิดเป็นรูปธรรม เป็น visual ขึ้นมา เช่นคอลเล็คชั่นมาลัย (MALAI) ก็เริ่มต้นจากการสังเกตสังคมว่า รู้สึกว่าตอนนี้คนในกรุงเทพและเด็กรุ่นใหม่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมาเยอะ พี่ไม่ได้บอกว่าตะวันตกไม่ดี แต่อยากให้คนไทยมองว่าวัฒนธรรมของตะวันตกกับของเรานั้นสวยงามเท่ากัน ไม่ได้ดีไปกว่าเรา พี่เข้าใจว่าตะวันตกสำคัญในแง่ของอิทธิพลศิลปะนะแต่อยากให้เข้าใจว่าการได้รับอิทธิพลมันไม่เหมือนการล่าอาณานิคม ที่เราจะต้องถูกเขากลืนกิน อยากให้เป็นความสวยงามที่เกิดจาก “สิ่งแปลกปลอมที่ไม่กลืนกินแต่ผสมผสาน” เราอาจจะหยิบจับculture เค้ามาเล่นเป็นแบบไทยๆก็ได้

พี่กิ๊ฟ : แล้วพี่ก็ดูหนังเรื่อง Anna & The King แล้วมีฉากนึงเป็นชุดผู้หญิงตะวันตกที่ใส่สุ่ม อยู่กับเด็กหัวจุก แล้วรู้สึกว่ามันจุดประกายเรา จึงเกิดไอเดียเรื่อง “การผสมผสานวัฒนธรรม” ขึ้นมา

VW : ดูพี่กิ๊ฟเป็นคนชอบดูหนัง จากที่เห็นใน Instagram?

พี่กิ๊ฟ : กิ๊ฟชอบดูหนังมากกว่าฟังเพลง ชอบหนังเก่าๆ บางทีเราแอบมองหาอินสไปเรชั่นในหนังเก่าเหล่านั้นได้เยอะ บางทีปิ๊งอะไรก็มาเล่าให้อ๊อฟฟัง แล้วมันก็อาจจะกลายเป็นคอลเลคชั่น

DSCF8166 copy
rsy6DSCF8144 copy
DSCF8200 copy
DSCF8192 copy
DSCF8281 copy

VW : ช่วยเล่าถึง Process การทำงานในแต่ละ Collection ?

พี่กิ๊ฟ :ในตอนแรกเริ่ม แรงบันดาลใจแบบคร่าวๆจะเกิดจากไอเดียของพี่ ที่ไปปิ๊งอะไรมา จากนั้นพี่ก็จะไปเล่าให้อ๊อฟฟัง อ๊อฟก็จะประมวลความคิดแล้วว่าจะทำออกมาเป็น visual ยังไง โดยขั้นตอนรวบรวมความคิดก็คือตลอด 6 เดือนที่ทำคอลเล็คชั่น ประมวลเข้ากันออกมาเป็นผลลัพธ์

พี่อ๊อฟ : พี่จะเปิดรับให้กิ๊ฟมีอิทธิพลต่อพี่อย่างเต็มที่ และพยายามจะกันๆความคิดของตัวเองออกบ้าง เพราะเราเหมือนเป็นดีไซเนอร์ที่ทำงานให้ลูกค้า แล้วกิ๊ฟก็คือ Muse คึอลูกค้าคนแรกของแบรนด์ เขาจะเป็นคนจุดประกาย ส่วนเราหยิบความสนใจนั้นมาตีความ และเพื่อให้เราสนใจเรื่องเดียวกันอยู่ เราจะคุยรายละเอียดกันตลอดซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาเฉพาะคุยกันถึง 3 เดือน การคิดเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ส่วนการลงมือทำนั้นง่ายกว่า พี่จะคิดทบทวนตลอดเวลา และ เรียนรู้จากความผิดพลาด เช่น เราขึ้นชุดออกมาแล้วถึงจะเห็นความผิดพลาดของชุด ไม่ใช่แค่เรื่องแพทเทิร์น แต่เป็นเรื่องของไอเดียด้วย ทำให้บางทีเราล้มแบบบ่อยและไอเดียที่กลมกล่อมที่สุดมักจะมาตอนใกล้ๆ Launch ซึ่งแก้ไม่ทันแล้ว ก็จะเก็บไว้ใส่ในคอลเล็คชั่นถัดไป

VW : ทำอย่างไรหากคิดไม่ตรงกัน มีทะเลาะกันบ้างมั้ย?

พี่อ๊อฟ : บ่อยมาก (หัวเราะ) แต่ไม่ค่อยทะเลาะ ก็พยายามจะประนีประนอมกัน พี่จะไปบอกให้กิ๊ฟหาเหตุผลมา debate กัน หรือต่างคนต่างไปรีเสิร์ชเรื่องนั้นเพิ่มเพื่อมาคุยกัน เพราะกิ๊ฟเขาจะใช้เหตุผลในมุมมองของ Muse คือเขาจะมีภาพในหัวว่าอยากใส่แบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่พรีเซนต์ความเป็นแบรนด์เรา ส่วนเหตุผลของพี่จะเกิดจาก process การทำงานในมุมของดีไซเนอร์มากกว่า เช่นเรื่อง ปัญหาการผลิตหรือเรื่องออกแบบ แต่เราจะ balance กัน เพราะเราเลือกแล้วว่ากิ๊ฟเป็นคนปล่อย ส่วนอ๊อฟจะเป็นคนรับ พี่ก็จะลดๆตัวเองลงไป

VW : แล้วการทำงานในแต่ละคอลเล็คชั่นใช้เวลา 6 เดือน มีขั้นตอนอะไรก่อนหลังบ้างคะ?

พี่อ๊อฟ : หลังจากไอเดียแรกปิ๊งเข้ามา เราก็พัฒนา concept จนมันแข็งแรง จากนั้นพี่ก็จะดูว่า material ไหนที่เข้ากับ concept เมื่อได้วัตถุดิบต่างๆแล้วก็ทดลองเทคนิคใหม่ๆ เพื่อเสนอมุมมองใหม่ๆจากวัสดุเดิม พี่จะตั้งเป็นโจทย์อยู่ตลอดเวลาว่าเราจะทำอย่างไรกับมัน เช่น ลูกไม้ หากเราไปซื้อแล้วเอามาทำเลย ใครๆก็ทำได้ พี่อยากให้คนเห็นภาพว่าจะใส่ลูกไม้ไปไหนนอกจากงานแต่งงาน ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้เขาเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น จึงพยายามหาเทคนิคใหม่ๆเพื่อเดวีลอปงานอยู่เสมอ พอเทคนิคสำเร็จแล้วค่อยเอามาทำลงบนเสื้อ

VW : เมื่อนึกถึง Rotsaniyom ก็มักจะนึกถึงสีขาวและลูกไม้ ทำไมต้องสีขาว?

พี่กิ๊ฟ : สีขาวเป็นสีที่คลีน สะอาดตา ดูเรียบร้อย คงเป็นเพราะความชอบสีขาวมาตั้งแต่เด็ก

พี่อ๊อฟ : ส่วนตัวพี่ทั้งสองคนชอบสีขาว เพราะเป็นสีที่ไม่บ่งบอกถึงอะไร และไม่มีมิติในตัวเอง เป็นสีแบนๆ การที่สีขาวจะเกิดมิติได้นั้นเราต้องสร้าง โดยการสร้างมิติที่เกิดจากสีของมันเอง (white on white) และเกิดขึ้นในตัวเอง ซึ่งท้าทาย เพราะถ้าทำไม่ดีมันก็จะดูแบน มันยากกว่าการใช้สีอื่นๆมาช่วยอีกนะ เพราะถ้าสีขาวไปอยู่กับสีอื่นเมื่อไรก็เกิดมิติได้ง่ายๆแล้วพี่พยายามทำให้สีขาวและลูกไม้หลุดออกมาจากคอนเซปต์เดิมๆที่คนติดภาพกัน การจับต้องก็จะง่ายขึ้น

rsy5DSCF8204 copyDSCF8298 copy
rsy3
DSCF8175 copy

VW : พี่ๆทั้งสองคนไม่ได้จบแฟชั่นมา มี Background หรือคิดอย่างไรที่ทำให้ตัดสินใจมากทำธุรกิจนี้คะ ?

พี่อ๊อฟ : พวกพี่สองคนโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจเสื้อผ้า บ้านอยู่ตลาดโบ๊เบ๊ สัมผัสกับเสื้อผ้ามาตั้งแต่เกิด ทำให้เราเห็นว่าแฟชั่น ในมุมนึงไม่ได้เลิศหรูอะไรเลย แต่เป็นธุรกิจ บางคนก็ยึดถือมันเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงอาชีพจริงๆ พี่ได้ลองใช้จักรอุตสาหกรรมตั้งแต่อยู่มัธยม เย็บมั่วๆแบบไม่มีความรู้อะไร จนวันนึงที่เราโตขึ้น ไปเรียนศิลปะ ทำให้เราเห็นว่าเราใส่สุนทรียะของการใช้ชีวิตเข้าไปในธุรกิจได้ เมื่อจับต้นชนปลายถูกก็เริ่มทำแบรนด์

พี่กิ๊ฟ : พี่อยู่กับโรงงานของแม่มาตลอด สิ่งที่จำได้ตั้งแต่เด็กก็คือโต๊ะและเครื่องตัดผ้า

พี่อ๊อฟ : ทำให้เสื้อผ้าเป็นสิ่งที่เราสองคนคุ้นเคยที่สุด แม้จะไม่ได้เรียนแฟชั่นมาโดยตรงก็ลองผิดลองถูกเอา เริ่มแรกก็ได้ความรู้จากช่างที่บ้าน ตอนนี้เปิดร้านมา 6 ปีแล้ว ได้เรียนรู้จากประสบการณ์และความผิดพลาดซึ่งสอนเราเยอะมาก พี่โดนด่าเยอะเรื่องการตัดเย็บไม่เนี้ยบ ซึ่งตอนแรกเราไม่สนใจเลย แคร์แต่สไตล์ เพราะเราเน้นไอเดียเป็นหลัก เรื่องอื่นๆเป็นเรื่องรอง ทำให้แบรนด์เรามีชื่อเสียงได้ในวันนี้ จนเมื่อแบรนด์เติบโตมาถึงจุดนี้พี่จึงลดอีโก้ลง ฟังคำแนะนำของคนอื่นเรื่องดีเทลการตัดเย็บ หันมาใส่ใจ Finishing อย่างจริงจัง เราเพิ่งมี Production advisor และเซ็ทระบบได้เมื่อต้นปีนี้เอง ซึ่งพอทำแล้ว เออ มันดี

VW : ซึ่งอุ้งว่ามันเป็นสิ่งที่ดีนะ ที่เราได้เรียนรู้จากการทดลองทำจริง 

พี่อ๊อฟ : ใช่ เพราะตอนแรกเราทำกันสองคน พองานโหลดก็ไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องพวกนี้แล้ว จนพอเริ่มอยู่ตัวในปีนี้ ปรับให้มันเป็นธุรกิจในอีกสเกล พี่ก็เพิ่งมี merchandiser คือคนที่จะมาคิดด้านธุรกิจและงานขายให้ เพราะยอมรับว่าการคิดเชิงธุรกิจไปพร้อมๆกับการทำงานไอเดียด้วยนั้นมีผลมาก ทำให้พี่ทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงหาคนมาช่วยดีกว่า

VW : อะไรคือ Brand Origin ?

พี่อ๊อฟ + พี่กิ๊ฟ : Rotsaniyom เกิดจากการเป็นแบรนด์เสื้อยืด เราโตมากับงาน Fat T-shirt ก่อนที่จะไปเปิดร้านที่สวนจตุจักร ไอเท็มหลักเมื่อแรกเริ่มก็จะเป็นเสื้อยืด เดรสผ้ายืด ที่ทำให้คนจำเราได้ แต่เมื่อเราโตขึ้น แบรนด์โตขึ้น จึงย้ายมาหากลุ่มคนที่เป็นแฟชั่นมากขึ้นโดยเปิดร้านที่สยาม และตอนนี้ก็มาโฟกัสที่ White Label ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเราอยากจะทำให้ style มันชัดเจนขึ้นไปอีก เน้นศิลปะและดีไซน์มากขึ้น จึงจะเปิดที่สยามเซ็นเตอร์ โดยแม้ราคาจะสูงขึ้นแต่เราก็พยายามดึงคนกลุ่มเดิมให้เข้าใจมากขึ้นว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แต่ร้านใหม่ที่สยามเซ็นเตอร์ชั้น 3 นี้ Rotsaniyom ก็จะยังมีอยู่ เพราะอยากให้คนจำเราจากงานเสื้อยืดนั่นเอง ถ้ามองย้อนกลับไปมันเหมือนการพัฒนาแบบก้าวกระโดด เพราะเรามาไกลจากจุดเริ่มต้นมาก แล้วมันก็โตขึ้นเรื่อยๆ

VW : ยังจำได้ว่าเมื่อก่อนไปเดินจตุจักร ก็จะซื้อเสื้อยืด Rotsaniyom ติดไม้ติดมือกลับบ้านทุกครั้ง ตอนนี้กำลังจะย้ายไปเป็น shop ในห้างแล้ว ช่วยเล่าเกี่ยวกับเรื่องการอัพไลน์นี้แบบลงรายละเอียดได้ไหมคะ ?

พี่อ๊อฟ : พี่พยายามเล่าเรื่องในสิ่งที่ตัวเองทำมากขึ้น บอกลูกค้าว่าทำไมถึงราคาสูง หน้าที่ของเราคือการทำงานออกมาให้สมราคา พอราคาสูงเราก็มูฟตัวเองออกจากจตุจักรเพื่อไปหากลุ่มลูกค้า คนเมืองที่ถูกต้อง พี่ไม่ได้วางแผนไว้ว่าจะมีการอัพไลน์หรืออะไร แต่เราเริ่มเพราะอยากจะทำ แบรนด์ของเราก็เริ่มจากการทำงานศิลปะจริงๆ เลยเป็นสเต็ปนี้ที่อาจจะช้าแต่ว่ายั่งยืน ทุกอย่างไม่ได้วางแผนไว้แต่เราใช้วิธีพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ

พี่กิ๊ฟ : Rotsaniyom ไม่ได้เกิดจากธุรกิจแต่เกิดจากความรักที่อยากจะทำ มันก็ไหลไปของมันเอง

พี่อ๊อฟ : เพื่อความมั่นคง จึงเริ่มต้องมีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยว แต่เราจะไม่ให้เรื่องของธุรกิจมากลืนกินเรา แต่จะผสมผสาน เพราะเราไม่ได้ตามกระแสสังคมตลอดอยู่แล้ว พี่อยากจะเปลี่ยนแปลงมุมมองของเด็กรุ่นใหม่และคนในสังคมจริงๆ อยากให้เด็กรุ่นใหม่เห็นว่าเราเริ่มจากศูนย์ ความเชื่อที่เราสร้่างขึ้นมามันจะหายไป ถ้าแบรนด์อยู่ไม่รอด จึงอยากให้แบรนด์มีความยั่งยืน อุดมการณ์ของพี่ถึงจะเกิดผล

VW : แบรนด์เพิ่งครบรอบ 6 ปีไป จนถึงตอนนี้มีกี่สาขาแล้ว ?

พี่กิ๊ฟ :ตอนนี้มีที่ Zen โซนดีไซเนอร์ไทย และข่าวดีมากๆคือเรากำลังจะเปิดที่สยามเซ็นเตอร์ ชั้น3 ซึ่งเป็นสเปซที่เราใฝ่ฝันมาตลอด แล้วทุกวันนี้ก็มีออเดอร์จากต่างชาติ Buyer ที่ชอบดีไซเนอร์ไทยก็จะเป็นลูกค้าหลัก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น, จีน, ไต้หวัน, ฮ่องกง, สิงคโปร์, ไปจนถึงสวิตเซอร์แลนด์และนิวยอร์ก

VW : ความฝันขั้นต่อไปของ Rotsaniyom ?

พี่อ๊อฟ : จำความรู้สึกตอนที่แบรนด์ครบรอบ 5 ปีไปเมื่อปีที่แล้วได้ว่า มันเหมือนเพิ่งเริ่มต้น ที่ผ่านมา 5 ปีของเรามันคือการเตรียมพร้อม เราไม่ได้คาดหวังเรื่อง Go inter เลย แต่อยากให้แบรนด์ของเรานั้นเป็นที่จดจำ มีคนเข้าใจในสิ่งที่เราทำ ว่าเราไม่ได้ทำแค่เสื้อผ้า แต่เรากำลังสร้างอะไรบางอย่างเพื่อสังคมในวงกว้างเหมือนกัน ซึ่งก็คือเรื่องของศิลปะและการออกแบบ ที่เราอยากทำให้กรุงเทพเป็นแบบที่ชอบ อยากให้คนรุ่นใหม่มองเราเป็นต้นแบบได้ เพราะพี่เชื่อว่าวันๆนึงมันจะเปลี่ยนได้แน่นอน

พี่กิ๊ฟ : พี่ฝันถึงความมั่นคง และอยากให้ Rotsaniyom เป็นอาชีพที่อยู่คู่กับเราไปจนอายุ 40-50 ปี เราก็ยังคงทำมันอยู่

DSCF8288 copyrsy4rsy7

VW : คิดอย่างไรกับสไตล์การแต่งตัวของกลุ่มลูกค้าคนไทย ใครคือกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์?

พี่อ๊อฟ : พี่คิดว่าคนไทยมี Idol culture คือแต่งตามดารา ดังนั้นมุมมองที่เลือกเสพของเราจะแคบ จริงๆต่างประเทศก็มีเซเลบใส่ มีคนใส่ตามเหมือนกัน แต่นักออกแบบเขาไม่ได้ไปทำตามเทรนด์เหล่านั้นทั้งหมด เค้ามีทางเลือกใหม่ๆมากมาย แต่ปัญหาของไทยเราคือคนที่ทำงานออกแบบดันไปทำตามเทรนด์ดาราเหล่านั้นอีก ทำให้ไม่มีความคิดที่มันใหม่เกิดขึ้น ดังนั้น scope ของพี่คือ คนที่ทำงานศิลปะด้วยกันต้องเข้าใจกันเอง กลุ่มเป้าหมายจึงเป็นคนที่ชื่นชอบงานศิลปะมากกว่าจะเป็นคนในกลุ่ม mass culture

VW : อยากทราบทัศนคติในการทำงานของ Rotsaniyom?

พี่อ๊อฟ : พี่มีอุดมการณ์อย่างหนึ่งคือ อยากแสดงให้คนเห็น และอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งในจุดนี้พี่อยากสนับสนุนให้ทุกคนเป็นนักปฏิบัติ เพราะถ้าเราคิดอย่างเดียวแต่ไม่ทำ เราก็คือส่วนหนึ่งของความไม่ดีนั้น ตัวเองจะเป็นนักปฏิบัติมากกว่านักคิด เราควรเอาผลงานเป็นตัวพิสูจน์ ทำให้คนรู้จักเราในแบบที่เราเป็น ส่วนชื่อเสียงเงินทองเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่หาชื่อเสียงเงินทองก่อนแล้วค่อยมาสร้างผลงาน พี่อยากให้คนรู้จักเราจากงานมากกว่า เพราะยุคนี้คือคนให้ความสนใจชื่อเสียงมากกว่าผลงาน หากพี่ทำคอลเล็คชั่นออกมา ก็มีคนส่วนใหญ่รับรู้ว่า Rotsaniyom จะออกคอลเล็คชั่นใหม่นะ แต่จะมีเพียง 10% ของคนที่รับรู้เท่านั้นที่จะสนใจเนื้อหาของเรา ลึกลงไปถึงดีเทล, silhouette ต่างๆ ว่าเราต้องการจะพูดเรื่องอะไร

VW : เหมือนที่ยุคนี้มีคำว่า Celeb Designer?

พี่อ๊อฟ : คิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มันเกิดจากยุคที่เริ่มมี Social network มี Instagram มากกว่า เพราะเด็กรุ่นใหม่ได้เห็นวิถีชีวิตของดีไซเนอร์เหล่านั้นว่าเขาทานอะไรกัน ไปเที่ยวที่ไหนกัน พบปะสังสรรค์อย่างไรกัน คนรุ่นใหม่ก็จะมองไลฟ์สไตล์ว่าเก๋ ส่วนสมัยพี่นั้นไม่มีไง อยากให้ใครเห็นว่าเราเป็นอย่างไร ก็ต้องทำงาน

VW : แล้วแอพพลาย Social network กับโลกทุกวันนี้ยังไงบ้าง?

พี่กิ๊ฟ : พี่ไม่ได้ anti แต่พยายามใช้มันเป็นสื่อพรีเซนต์รูปแบบการทำงานเหมือนกัน เช่น การประชาสัมพันธ์ใน social network เพราะอยากให้ลูกค้าเห็นคุณค่า การทำงานของพี่อ๊อฟ เห็นว่าเราใส่ใจอะไรบ้างและดีไซเนอร์เราตั้งใจทำงานกันแค่ไหน

DSCF8228 copy
DSCF8231 copyDSCF8236 copy
เสื้อผ้ามือสองปักประดับด้วยเลื่อมและลูกไม้ที่พี่กิ๊ฟเก็บสะสมไว้จำนวนมาก
DSCF8226 copy
DSCF8221 copy
DSCF8219 copyDSCF8258 copyrsy2DSCF8262 copy

เพียงแค่เดินขึ้นมาชั้นสอง ก็พบกับบรรดาสิงห์สาราสัตว์ที่พี่อ๊อฟและพี่กิ๊ฟเก็บสะสมไว้ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ผนังดิสเพลย์สีน้ำเงินขับให้สัตว์สตาฟฟ์เหล่านี้ดูโดดเด่น แมลงในกรอบไม้ ตัวอย่างพืชและพรรณไม้ต่างๆที่ตกแต่งอยู่เป็นมุมๆก็สร้างบรรยากาศให้บ้านแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ที่ผสมผสานกับความเก่า และความสะอาดตาของสีขาวจากผ้าม่านและเสื้อลูกไม้ที่แขวนอยู่โดยรอบอย่างลงตัว ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป

DSCF8239 copy
DSCF8240 copy

VW : คิดอย่างไรบ้างกับการที่ยุคนี้ใครๆก็สามารถเปิดร้านของตัวเองในโลกออนไลน์ได้ แล้วได้รับผลกระทบแค่ไหน?

พี่อ๊อฟ : สนับสนุนให้ทุกคนแสดงออก แต่มันต้องมีกระบวนการของการแสดงออกที่ไม่ฉาบฉวย พี่ๆที่ทำแบรนด์อยู่แล้วควรชี้แนะให้เห็นว่า direction การทำงานที่ถูกต้องคืออะไร พี่คิดว่าตอนนี้สังคมเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้แบรนด์หรือการซื้อของ พวกพี่เชื่อในการเลือกซื้อของที่หน้าร้าน เราได้เห็นบรรยากาศในร้าน ได้เสพไลฟ์สไตล์ ตัวเสื้อผ้าจริงๆ ได้จับว่ามันทำมาจากผ้าอะไร มันคือจุดประสงค์ที่เราอยากมีสเปซหน้าร้านเพื่อโชว์ผลงาน สิ่งที่พี่พยายามรักษาไว้ทุกวันนี้คือ “การสัมผัสของจริง” พี่ยังอยากรักษาวัฒนธรรมตรงนี้ไว้อยู่ ถ้ามองกันดีๆ ให้ความลึกซึ้งกับมัน ศึกษาไลฟ์สไตล์ของคนตอนนี้ หากน้องๆไปเจอพื้นที่ที่เป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ๆก็สามารถสร้างตัวตนขึ้นมาได้ เพราะแฟชั่นเป็นธุรกิจ แต่ไม่ใช่ธุรกิจอย่างเดียว อย่าลืมว่าแฟชั่นเกิดจากศิลปะด้วย

VW : การที่เป็นผู้ชายมาทำเสื้อผ้าผู้หญิงนั้นมีข้อได้เปรียบอย่างไร ขั้นต่อไปคิดว่าจะทำ menswear มั้ยคะ?

พี่อ๊อฟ : คิดว่าเป็นข้อดีมาตลอด สิ่งที่ดีที่สุดคือการที่พี่ไม่ต้องใส่เอง ให้คนๆนึงมาใส่และดูว่ามันสวยอย่างไร ทำให้เราเห็นภาพชัดและมองมันเป็นชิ้นงานออกแบบได้มากกว่า สิ่งที่พี่เห็นคือ silhouette, detail การออกแบบต่างๆ จนตอนนี้ชินกับsilhouette ของผู้หญิงมากกว่าผู้ชายไปแล้ว ส่วน menswear เคยคิดไว้เหมือนกัน แต่เสื้อผ้าผู้หญิงพี่ยังทำได้ไม่ดีเลย เอาไว้ก่อนแล้วกัน

VW : ช่วยเล่าถึง Autumn/Winter 2014 collection ที่กำลังจะ launch คร่าวๆ? 

พี่อ๊อฟ : A/W14 นี้เราหยิบปรัชญาของแบรนด์มาทำ เพื่อที่จะตอกย้ำความเป็นแบรนด์ รับกับการที่จะเปิดร้านใหม่ที่สยามเซ็นเตอร์ โดยเล่นกับคำว่า ‘Individual Imperfect’ ตั้งคำถามถึงมุมมองความเพอร์เฟคในสังคม เราอยากให้คนภูมิใจในความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองว่ามันคือสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของเราได้ดีที่สุด ไม่ใช่จุดด้อยหรือปัญหา เช่น พี่สายตาสั้น ลายพิมพ์ในคอลเล็คชั่นนี้ก็จะเป็นภาพเบลอ ส่วนโครงชุดก็จะเป็นเสื้อตัวใหญ่ รัดให้เล็กลง และมีเชิ้ต เพื่อบ่งบอกว่าผู้ชายออกแบบ นอกจากนี้ยังมีกางเกงขากองด้วย เพราะกิ๊ฟเป็นคนตัวเล็ก แต่เขาจะไม่มองว่าการใส่อะไรยาวๆแล้วกรอมพื้นนั้นเป็นปัญหาเลย

DSCF8337 copyDSCF8321 copy

โปสเตอร์สำหรับ A/W 14 collection : Individual Imperfect ที่กำลังจะวางขายปลายเดือนนี้

DSCF8302 copy
DSCF8283 copy
DSCF8238 copy
DSCF8183 copyDSCF8237 copyDSCF8256 copy
DSCF8311 copyDSCF8215 copy

VW : เดินมาไกลถึงจุดนี้ คิดว่าประสบความสำเร็จหรือยัง?

พี่กิ๊ฟ : แบรนด์ของเราเพิ่งเริ่ม พอสยามเซ็นเตอร์โทรมาชวนไปเปิด shop ก็เริ่มรู้สึก success ในระดับนึง เพราะเราพิสูจน์ตัวเองได้แล้วว่าเราไม่ได้พึ่ง connection แต่เขาชอบเราที่ผลงานจริงๆ เมื่อห้างให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ ก็อยู่ที่เราแล้วว่าเราจะรักษามันไว้ได้นานแค่ไหน

VW : ชีวิตของพี่ๆคงเป็นที่อิจฉาของใครหลายคน ต้นแบบชีวิตที่ดีในแบบของ Rotsaniyom เป็นอย่างไร?

พี่กิ๊ฟ : พี่โชคดีที่ครอบครัวอบอุ่น และเติบโตมากับสิ่งที่คิดว่าเป็นต้นแบบชีวิตที่ดีของเรา แล้วก็มีอ๊อฟที่เราเป็นคู่คิดให้กันและกัน ทำให้เราเดินชีวิตในเส้นทางนี้ คือพี่ได้เห็นมาตั้งแต่เด็กในครอบครัวในเรื่องของการทำงาน เพราะบ้านพี่ทุกคนจะสามารถทำงานอยู่กับบ้านได้และทำให้เรามีเวลาให้กัน ทำให้พี่อยากทำงานอยู่ที่บ้าน ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ทำทุกอย่างได้อยู่ที่บ้านของตัวเอง พี่เชื่อว่าปูมหลังสร้างตัวตนของคนขึ้นมาได้ และเป็นตัวกำหนดนิสัยส่วนตัวของคนคนนึงได้เลย นอกจากนี้ยังเชื่อในความรัก และความศรัทธาต่างๆ เพราะมีพลังทำให้คนขับเคลื่อนอะไรบางอย่างออกมาได้ มันคือแรงผลักดันที่ทำให้เราก้าวต่อไปข้างหน้า

VW : คิดว่าอะไรคือความสุขในทุกวันนี้?

พี่อ๊อฟ : การได้ทำในสิ่งที่เราอยากจะทำและทำมันอยู่ อยากทำเสื้อผ้าก็ได้ทำ อยากเที่ยวก็ได้เที่ยว อยู่บ้านก็ได้อยู่ ได้ใช้ชีวิตแบบนี้ด้วยกันกับกิ๊ฟ ความสุขก็คือการได้ทำอะไรที่อยากทำ ทั้งหมดนี้คือชีวิต แฟชั่นก็คือชีวิต ทุกอย่างคือชีวิต ทุกวันนี้ที่เราเป็นเกิดจากไลฟ์สไตล์ที่กลมกล่อม พี่มักจะบอกคนอื่นเสมอว่าถ้าไม่มีแฟชั่นก็ไม่มีชีวืต ถ้าไม่มีชีวิตก็ไม่มีแฟชั่น 

พี่กิ๊ฟ : ความสุขของพี่คือการ blend ที่ทำงานและชีวิต (บ้าน) อยู่ในที่เดียวกันได้ พอตื่นเช้ามา ทำงานได้เลย ไม่ต้องไปเผชิญรถติดหรือโลกภายนอก ชีวิตเราสงบสุข มาทีละstep ของความมั่นคงที่แอบวางแผนไว้ประมาณนึงเหมือนกัน ตอนนี้มีบ้าน มีบ้านที่มีที่ทำงานในตัวเอง มีผลงานอยู่ในที่เดียวกัน และสามารถหาแรงบันดาลใจได้แม้จะอยู่ในบ้าน เท่านี้ก็พอแล้ว ต่อไปอาจเป็นเรื่องความมั่นคงที่จะรักษามันไว้ให้นานๆ

พี่อ๊อฟ : แต่สุดท้ายแล้วนะ ความสุขคือปัจจุบัน ทำทุกวันนี้ให้ดีก็มีความสุขแล้ว, ส่วนอนาคตคือความคาดหวัง ที่ถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ พี่คิดว่าถ้าเราไปถึงจุดนั้นโดยทุกวันนี้ไม่มีความสุขก็ไม่เอา บางทีไปถึงแล้วอาจจะไม่มีความสุขก็ได้ ความสุขของพี่คือระหว่างทาง คือการเดินทางไปถึงเป้าหมาย

DSCF8251 copy
DSCF8268 copy

VW : สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังอ่านอยู่บ้างคะ?

พี่อ๊อฟ : เด็กรุ่นใหม่มักจะคิดว่าต้องมีเงินทุนก่อน ถึงจะพร้อมทำแบรนด์ แต่ถ้าเราคิดว่าเรารักที่จะทำ เงินไม่ได้เป็นปัจจัยของความคิดเลย ลงมือทำเลย พี่ๆตอนเริ่มแค่คิดว่าอยากทำสิ่งที่รักและหาพื้นที่แสดงตัวตน พี่อยากให้เด็กรุ่นใหม่เป็นนักปฏิบัติ พี่เชื่อว่าการที่เราอดนอน 1 คืนมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตเราไปทั้งชีวิตเลยก๋็ได้ ทุกครั้งที่พี่ยอมอดนอนก็เพื่อจะทำผลงานให้ออกมาดีที่สุด (ทุกครั้งก่อนวันมีโชว์) ถ้าไม่ทำตัวแบบนั้นตอนนั้น ก็คงไม่มีวันนี้

DSCF8308 copy
Screen Shot 2557-08-12 at 3.30.32 PM

หลังจากได้คุยกับพี่ๆทั้งสอง ภาพในความทรงจำของเราคือร้านRotsaniyom ที่จตุจักร โด่งดังมาตั้งแต่สมัยเราอยู่ม.ปลาย ก็กลับมาชัดเจนขึ้น ภาพทั้งสองคนช่วยกันทำงานหนัก และเฝ้าร้านไปด้วย เรานับถือที่ทั้งคู่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ด้วยตัวเองล้วนๆ ผ่านกาลเวลา ให้ผลงานพิสูจน์ตัวตนและความรักในสิ่งที่ทำ มีอุดมการณ์ที่ยึดมั่นเพื่อจะสร้างสรรค์สังคม เรียนรู้และพัฒนาแบรนด์จากประสบการณ์และความผิดพลาดโดยไม่พึ่งทางลัดใดๆ จนถึงตอนนี้กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาทั้งสองมีความรัvกและตั้งใจอย่างแท้จริง เมื่อ Rotsaniyom White Label ได้ถูกชักชวนให้เปิดที่สยามเซ็นเตอร์ชั้น 3 พื้นที่ของแฟชั่นดีไซเนอร์ไทยที่ดีที่สุด พร้อม launch A/W14 collection ภายในปลายเดือนสิงหาคมนี้ หากใครผ่านไปผ่านมาแถวๆนั้น (ตรงข้าม The Selected) ก็สามารถไปเยี่ยมชม และสัมผัสบรรยากาศที่พี่ๆทั้งสองคน ตั้งใจทุ่มเทสร้างให้กับแบรนด์นี้มาตลอดระยะเวลา 6 ปีได้ค่ะ

( Photography & Interview by Kamonnart Ongwandee )

Comments 5

  1. Pingback: 2014 Year end reflections & 2015 Manifesto | Vanillawalk Journal

  2. Anonymous says on September 23, 2014

    ขอบคุณค่ะอุ้งสำหรับบทความดีๆ และภาพสวยๆ

  3. soontharee says on August 19, 2014

    บ้านสวยจังเลยค่ะ แต่ละมุมเหมือนเป็นงานศิลปะเลย สมเป็นบ้านเจ้าของเสื้อผ้าแนววินเทจจริงๆนะคะ:)

  4. Anonymous says on August 19, 2014

    ติดตามเพจมาสักพักละครับ ชอบมากครับ เพราะน้อยคนที่จะได้เข้าไปสัมผัสจริงๆ ว่าเบื้องหลังของแบรนด์ไทยเหล่านี้เป็นยังไง มีวิธีการทำงานยังไง มีแนวคิดยังไง เป็นแรงบันดาลใจที่ดีเลยครับ ไม่ว่าจะเด็กรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเก่าๆ แล้ว แหะๆ ไว้จะติดตามเพจต่อไปนะครับ

share your thoughts here

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s