Sakon Stories I : my indigo journey with Mae Teeta

Crafts, Interview July 10, 2015

จากความหลงใหลใน คราม ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้อยากมาเล่าถึงการเดินทางระหว่างฤดูฝนปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่เราลาออกจากงานประจำและออกไปดูงานจังหวัดอื่นๆในไทยเพราะอยากเรียนรู้ภูมิปัญญาเรื่องผ้าต่างๆในแต่ละท้องถิ่นให้มากขึ้น เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พี่ตั้ม ฮิปสเตอร์นักสะสมผลิตภัณฑ์จากผ้าคราม ยีนส์และของเก่า กำลังจะเปิดร้าน Blue Dye Cafe ที่สุขุมวิท 36 จึงโทรมาชวนไปเที่ยวสกลนครเพราะอยากดูงานย้อมครามถึงที่ แล้วเห็นเราเคยมีประสบการณ์ด้านนี้เลยชักชวนให้เดินทางไปเป็นเพื่อน

ในความคิดของเราก่อนหน้าที่จะไป สกลนครคือจังหวัดเล็กๆในภาคอีสานที่ดูไม่มีแหล่งท่องเที่ยวอะไรน่าสนใจให้ไปเยี่ยมเยือนนัก ไม่ผูกพันอะไรกับจังหวัดนี้เท่าไหร่ยกเว้นแต่ว่าเพื่อนสนิทเป็นสาวสกลโดยแท้ ส่วนประสบการณ์เกี่ยวกับคราม เราเคยไปทดลองเก็บเกี่ยวและย้อมครามที่ภาคเหนือ (เคยเขียนถึงไว้ที่นี่) และก็ไม่เคยไปดูผ้าฝั่งอีสานเลย แต่ได้ยินมาว่าสกลนครนั้นมีภูมิปัญญาเรื่องครามที่เก่าแก่และดั้งเดิมมากๆ ประกอบกับมีเพื่อนอีกคนที่เป็นหนุ่มฮ็อตแห่งอำเภอ อาสาให้ที่พักในเมืองกับพวกเรา งานนี้ค่าตั๋วก็ฟรี ที่พักก็ฟรี มีที่ไหนจะไม่ไป จึงตอบตกลงได้แบบไม่คิดเลย

จุดมุ่งหมายของพวกเราในครั้งนี้ คือบ้านของแม่จิ๋ว หรือที่หลายๆคนรู้จักกันดีในชื่อ “แม่ฑีตา” แบรนด์ผ้าฝ้ายย้อมครามธรรมชาติที่นำภูมิปัญญาการย้อมครามเก่าแก่ของจังหวัดสกลนครมาทำให้ร่วมสมัย แม่ฑีตาสืบทอดความรู้ตั้งแต่รุ่นคุณยายจนมาถึงรุ่นหลาน เราและพี่ตั้มได้รู้จักกับแม่จิ๋ว เพราะได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปเดินเล่นงานโอท็อปดูผ้าชาวบ้านกัน แม่จิ๋วมักมาพร้อมผ้าทอมือย้อมครามสีเข้มสวยและลวดลายผ้าโบราณที่หาได้ยาก ด้วยความอัธยาศัยดีของแม่จิ๋ว พอชวนคุยเยอะๆเข้าจึงชวนพวกเราไปเยี่ยมบ้านที่สกลซะเลย ด้านล่างนี้คือผ้าบางส่วนจากแม่ฑีตา

DSCF9006 copy

DSCF9009 copy

DSCF9014 copy

การเดินทางมาก็ง่ายและราคาย่อมเยาว์ เพียงนั่งเครื่องบินสายการบินโลวคอนท์จากดอนเมือง มายังสนามบินสกลนคร ประมาณ 45 นาทีเท่านั้น เร็วกว่าขับรถไปรังสิต หลับยังไม่ทันฝัน ก็ถึงสกลซะแล้ว เพื่อนของเราที่ชื่อพี่เสือ เจ้าบ้านเมืองสกล ขับรถมารอรับที่สนามบินพอดี

บ้านแม่ฑีตาตั้งอยู่ใน บ้านนาดี อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร การเดินทางไปอำเภอพรรณานิคมนั้นไม่ยาก ขับรถจากในอำเภอเมืองไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง ระหว่างทางเข้าบ้านนาดี มีนาข้าวเขียวๆสวยสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้ามีเมฆครึ้ม อากาศสดชื่น

DSCF9057 copy

DSCF9063 copy

DSCF9143 copy

DSCF9134 copy

DSCF9137 copy

DSCF9123 copy

DSCF9129 copy

DSCF9100 copy

DSCF9054 copy

เพื่อนร่วมทริปครามของเราในครั้งนี้ พี่เบลล์, พี่ตั้ม, และเสือ (ผู้สนับสนุนที่พักในตัวเมืองและรถยนต์)

DSCF9021 copy

เรามาถึง บ้านครามธรรมชาติแม่ฑีตา บ้านของครอบครัวแม่จิ๋ว ที่มีคนสามเจนอยู่ด้วยกัน ทั้งคุณยายฑีตา, ป้าจุก, แม่จิ๋ว, และหลานสาวชื่อ มอญ ผู้สืบทอดรุ่นราวคราวเดียวกับเรา แม่ฑีตา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2535 โดยแม่จิ๋ว (ประไพพันธ์ แดงใจ) โดยใช้ชื่อของคุณยาย (ฑีตา จันทร์เพ็งเพ็ญ) เป็นชื่อแบรนด์ ด้วยความตั้งใจที่จะรื้อฟื้น คืนชีวิตให้ผ้าย้อมคราม ภูมิปัญญาดั้งเดิมของจังหวัด ทั้งสองคนใช้เวลาหลายปีพัฒนากระบวนการย้อมครามและชักชวนให้ชาวบ้านกลับมาทำงานผลิตผ้าครามอีกครั้ง จนเริ่มมีชื่อเสียงติดตลาดจนถึงปัจจุบัน โดยการผลิตนี้ทุกกรรมวิธีใช้ธรรมชาติ เป็นวิถีดั้งเดิมตั้งแต่กระบวนการย้อมมือจนถึงทอมือด้วยกี่โบราณ

DSCF9030 copy

DSCF9033 copy

DSCF9034 copy

DSCF9040 copy

แม่จิ๋วเล่าให้ฟังถึง การย้อมคราม ว่าเป็นภูมิปัญญาที่สืบต่อกันมานานหลายพันปี การย้อมสีจากครามเป็นการย้อมเย็น ซึ่งประหยัดพลังงานกว่าการย้อมร้อนมาก ทุกขั้นตอนมาจากธรรมชาติ ส่วนผ้าย้อมครามก็สามารถป้องกันรังสี UV และมีคุณสมบัติทางสมุนไพร สีทนทานไม่ซีดจางง่ายๆเมื่อตัดเป็นเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งแล้วอาจใส่ได้นานหลายสิบปีก็มี พูดแล้วก็พลางชี้ให้ดูกางเกงที่ตัวเองใส่อยู่ บอกว่าทำมา 20 ปีแล้ว หลังจากนั่งพูดคุยกันสักพัก แม่จิ๋วก็อาสาพาพวกเราไปเยี่ยมชมไร่คราม

DSCF9145 copy

DSCF9170 copy

DSCF9171 copy

DSCF9199 copy

DSCF9206 copy

DSCF9213 copy

DSCF9192 copy

DSCF9218 copy

หลังจากนั้น เราก็จะไปเยี่ยมเยียนบ้านของชาวบ้านที่เป็นช่างทอผ้าให้กับแม่ฑีตา การทำงานจะเป็นวิธีรับงานไปทำที่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถทำงานอยู่กับบ้าน ดูแลลูกหลานได้ แม่จิ๋วพาเราไปบ้านของคุณยายที่รับทอผ้ามาแต่สาวๆ คุณยายทำได้ทุกอย่างเลยตั้งแต่ปั่นฝ้ายยันทอผ้าออกมาเป็นผืน

DSCF9237 copy

DSCF9250 copy

DSCF9258 copy

DSCF9266 copy

DSCF9280 copy

DSCF9286 copy

เราไปถึงตอนที่คุณยายกำลังจะทำการปั่นฝ้าย เข็นฝ้ายด้วยมือ เพิ่งเคยเห็นฝ้ายนุ่มๆกองรวมกันจำนวนมากก็ตอนนี้แหละ เหมือนสำลีเลย คุณยายหยิบฝ้ายขึ้นมาทีละนิด พันกับไม้แล้วปั่นกลมๆบนแท่น ดูราวกับสายไหม

DSCF9295 copy

DSCF9281 copy

เมื่อได้เส้นฝ้ายเสร็จ ก็นำเส้นด้ายมาย้อมครามก่อนจะนำไปทอ กระบวนการที่ย้อมตั้งแต่ยังเป็นเส้นด้ายก่อนทอนั้นเรียกว่า yarn dye อยากได้เข้มเท่าไหน ก็ย้อมจำนวนครั้งมากขึ้นเท่านั้น ส่วนเส้นด้ายด้านบนที่สีไม่สม่ำเสมอนั้นเกิดจากการย้อมแบบมัดหมี่

DSCF9306 copy

DSCF9342 copy

DSCF9353 copy

DSCF9313 copy

จากนั้นคุณยายก็โชว์วิธีการทอให้เราดูกัน เห็นการเคลื่อนไหวของเท้าและมือประสานกันเป็นจังหวะ

DSCF9370 copy

เราหันไปสังเกตเห็นฝาบ้านหลังข้างๆ ชอบลวดลายขัดแบบนี้จัง ไม่รู้ว่ามีชื่อเรียกเฉพาะไหม โครงสร้างก็ไม่ต่างอะไรกัลวดลายขัดในการทอเลย เพียงแค่เปลี่ยนวัสดุเท่านั้น

พอตกช่วงบ่าย เป็นเวลาที่ป้าจุกจะทำการย้อมคราม เราเลยกลับมาที่โรงย้อมครามที่บ้านกัน ในโรงย้อมแห่งนี้มีโอ่งดินเผาขนาดเล็กตั้งเรียงกันจำนวนมาก ทุกใบมีลวดลายชื่อ แม่ฑีตา และ Natural Indigo Dye บนผิวด้านนอก พอผสมกับคราบครามและร่องรอยต่างๆตามกาลเวลาแล้วเกิดเป็นลวดลายที่งดงาม

DSCF9395 copy

DSCF9422 copy

DSCF9439 copy

DSCF9448 copy

DSCF9457 copy

DSCF9417 copy

DSCF9455 copy

ป้าจุก ผู้สาธิตวิธีการย้อมครามให้เราในวันนี้เล่าว่า ส่วนผสมหลักๆของการก่อหม้อคราม ได้แก่เนื้อคราม ซึ่งได้จากการหมักใบคราม, ปูนแดง/ปูนขาว , น้ำด่าง, มะขามเปรี้ยว คนอีสานจะดูแลหม้อครามกันเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิต ที่ต้องตั้งใจและทะนุถนอมดูแลให้มากๆ ให้อยู่ในสภาวะpH และอุณหภูมิที่เหมาะสม ซึ่งจริงๆแล้วมันก็มีสิ่งมีชีวิตอยู่จริงๆน่ะแหละ ซึ่งก็คือจุลินทรีย์ที่กำลังก่อตัวนั่นเอง เราจึงเรียกขั้นตอนการดูแลหม้อครามนี้ว่า “เลี้ยงคราม” คนที่จะเลี้ยงครามจึงต้องหมั่นเติมอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ในหม้อเป็นระยะเช่น กล้วย, เหล้าขาว/เหล้าโรง, น้ำตาลอ้อย จะใช้อะไรก็แล้วแต่สูตรของแต่ละที่ ในวันที่ร้อนก็ต้องนำหลบแดด หรือคอยโจกน้ำคราม ไม่งั้นครามก็ย้อมออกมาไม่สวย หรือบางครั้งก็อาจเกิดภาวะครามตายถ้าเราละเลยไม่ใส่ใจ

DSCF9382 copy

DSCF9372 copy

DSCF9408 copy

DSCF9404 copy

ภาพด้านบนคือตัวอย่างของหม้อครามที่จุลินทรีย์กำลัง Active พร้อมย้อม คือมีฟองเยอะและสีเขียวๆเหลืองๆดูเน่าเล็กน้อย หลังจากเข้าใจกันแล้วก็ลองย้อมเส้นด้าย ก่อนจะใส่ลงไปในหม้อก็ต้องทำให้ชุ่มน้ำก่อนเพื่อให้สีติดดียิ่งขึ้น

DSCF9509 copy

ระหว่างทดลองทำแม่จิ๋วกับป้าจุกก็มาเล่าประสบการณ์และยืนกำกับ สอนพวกเราอย่างใกล้ชิด จังหวะที่ชอบก็คือตอนที่จุ่มเส้นด้ายลงไป และพอนำขึ้นมาเจออากาศ สีเขียวเหลืองนั้นก็กลายเป็นสีน้ำเงินราวกับเวทมนตร์ เราได้ลองย้อมกันทั้งเส้นด้ายและผืนผ้า แถมยังได้พูดคุย ฟังข้อคิดดีๆจากคนในพื้นที่จริงๆ บางครั้งการมาเรียนรู้ถึงที่แบบนี้ แล้วนอนโฮมสเตย์กับชาวบ้าน  รวมค่าตั๋วไปกลับแล้วอาจจะราคาถูกกว่าไปเวิร์คช็อปตามสตูดิโอคราฟท์ต่างๆในกรุงเทพอีกนะ

DSCF9535 copy

DSCF9543 copy

DSCF9563 copy

คืนนั้น เรานั่งพูดคุยกันต่อถึงค่ำ แม่จิ๋วชวนให้พวกเรานอนค้างคืนที่บ้านริมน้ำและจะทำอาหารให้ทาน จึงเป็นครั้งแรกที่เราได้ไปนอนบ้านชาวบ้านแบบไม่ได้ตั้งใจ อยู่กับเจ้าของบ้านจริงๆ กินอาหารอีสานแท้ๆด้วยกัน ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบยามเย็นของบ้านนาดี ลมหนาวพัดมานิดๆ ทำให้ได้สัมผัสแอร์ธรรมชาติอย่างเต็มที่ ในตอนนั้นเองที่รู้สึกว่าเพียงแค่เรากลับมาอยู่กับธรรมชาติก็ทำให้จิตใจสงบ เย็นลง และไม่เห็นต้องใช้ชีวิตตามเข็มนาฬิกาเลย ที่นี่ มีเพียงพระจันทร์ที่ส่งให้เราเข้านอน และเสียงนกร้องปลุกให้ตื่นยามฟ้าสาง

DSCF9559 copy

DSCF9596 copy

DSCF9632 copy

DSCF9621 copy

DSCF9658 copy

คงไม่ได้มีโอกาสบ่อย ที่เราจะได้ตื่นมาดูฟ้าเปลี่ยนสีก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นกลางทุ่งนา
การอยู่กับฟ้า น้ำ สีและกลิ่นครามเข้ม เพียงวันเดียวก็ทำให้เราเย็น สงบลงได้จริงๆ

ขอบคุณแม่จิ๋วที่ต้อนรับเป็นอย่างดี พี่ตั้มที่ชักชวนให้ไปด้วยกัน พี่เบลล์ พี่โม และเสือที่สนับสนุนที่พักในคืนแรกและขับรถพาเราเที่ยว แต่การไปชมครามที่สกลของเรายังไม่จบแค่นี้ มาต่อตอนที่ 2 เร็วๆนี้ค่ะ 🙂

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแม่ฑีตาได้ที่ : Maeteeta.com / Facebook Mae Teeta

Comments 2

  1. Pingback: Dala batik and ancient block printed textiles | Vanillawalk

  2. iamyanis says on July 14, 2015

    สุดยอดเลยค่ะ ^_^

share your thoughts here

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s