Blue dyes, green leaves & 10 things to know about ‘Kram’

Crafts August 4, 2015

 

One fine Sunday in sunny July, I had a chance to join the indigo dyeing workshop held by Mann Craft and SACICT ( The Support Arts and Crafts International Centre of Thailand) in Bang Sai, Ayudhaya. The workshop started in the morning with the introduction to ‘Kram’ , or indigo dye methods and the experiment with bringing colours out of nature. By simply rubbing a leaf on  paper like a crayon, we could experiment and play with various kind of leaves to get different shades of green.

 

This slideshow requires JavaScript.

 

Hapazome : the Japanese art of beating up leaves with hammers,  pounding natural pigment into cloth.

 

This easiest way ever to extract pigments out of leaves and flowers, are what the Japanese call ‘Hapazome’ technique. It is a matter of gently pounding it with a mallet, hammer or even  smooth rock. and constantly beat up the leaves, and the natural pigment will be pounded into cloth. By folding the cloth in half with the leaf or petal inside you get a mirror image, just like a blot painting we play while we were young. The technique was developed and named by India Flint who is a colour artist although she suggests that people have probably been pounding colours into cloth for centuries. Read more about Hapazome on The Reremouse.

 

 

After hammering the green dyes on fabrics, master Mann let us fold and tie – dye them in his and SACICT’s organic indigo pot. Some people folded the fabric in half and even made a heart-shaped tie-dye around the leaf shape. The results are cute – blue hugging green.

Master Mann told us that all of indigo pots for dyeing in this workshop were mixed a few days before. By seeing, smelling, and touching, we could use our five senses to tell that the pot is ready for dye. The colour of bubbles, a slippy, thin copper film on the surface that reflects the light in rainbow, the rare smell that sticks on your nose and the water that turns yellowish, are some good signals to begin.

 

 

In the afternoon, there was also another workshop by Mann Craft and SACICT’s team, that allows participants to experiment indigo dyeing with any materials. Normally,  indigo masters don’t easily let any random thing to be put in there pots as it could be harmful or destroy the microscopic creatures in the dye.  But here’s the chance, the workshop provided many kinds of material to experiment such as Polyester, Wood, Spun, Fabric, Banana Rope, Arches Paper etc.

This picture below is Metavee, my ceramicist friend who joined the workshop together, dyeing a rattan basket. She also brought her handmade natural papers to experiment and the results are sublime, you can read more about this in her website. 

 

All images copyright © Kamonnart Ongwandee & Metavee Varintaravejh

 

10 Things to know about Kram 

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามีเวิร์คช็อปสนุกๆเกิดขึ้นมากมายที่ทำให้เราอยากบันทึกไว้ หนึ่งในนั้นคือเวิร์คช็อปของศูนย์ศิลปาชีพนานาชาติหรือ SACICT ที่อ.บางไทร อยุธยา ที่มีพี่แมน (Mann Craft) เป็นวิทยากร ซึ่งได้นำเอาอุปกรณ์และวัตถุดิบทุกอย่างที่ต้องใช้มาจากสกลนครมาให้เราได้ทดลองกันอย่างสนุกสนาน

พี่แมนเริ่มต้นเล่าเกี่ยวกับประวัติของครามให้ทุกคนฟัง ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นการย้อมครามที่สกลนคร ชาวบ้านจะทำกันระหว่างเว้นว่างจากการทำนาและการเกษตร แล้วก็เป็นการทำของใช้กันเอง ไม่ใช่หัตถอุตสาหกรรมแบบที่เป็นในปัจจุบัน ส่วนสาเหตุที่สกลนครดังเรื่องคราม ก็เพราะมีชนเผ่าดั้งเดิมชื่อภูไท ซึ่งเก่งเรื่องทอและย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ เลยเป็นวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่ที่ไม่ได้แพร่หลายหรือทำต่อเนื่องเพราะการย้อมครามของแต่ละที่จะมีสูตรลับ เหมือนสูตรอาหารลับเฉพาะของแต่ละร้าน สืบทอดกันมาจากแม่สู่ลูก ลูกสู่หลาน เคล็ดลับบางอย่างก็จะเก็บไว้ ไม่บอกกันทั่วไป พอแม่ๆยายๆเกิดตายไป จึงไม่มีคนสืบทอด ดังนั้นครามของไทย แม้จะเป็นภูมิปัญญาที่มีมานานหลายชั่วอายุคนแล้วแต่ยังไม่เคยถูกศึกษาอย่างลึกซึ้งและเก็บเรียบเรียงเป็นฐานข้อมูลที่เป็นระบบ ก็เลยอาจจะยากหน่อยที่จะรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ด้วยตัวเอง ดังนั้นสิ่งที่พี่แมนมาแชร์ให้ฟังในเวิร์คช็อปวันนี้จึงมาจากการทดลองของตัวเอง 3 ปีล้วนๆ

*

1. การย้อมสีธรรมชาติ   : หลักๆมี 2 แบบคือย้อมร้อน และย้อมเย็น การย้อมร้อนต้องใช้วิธีการต้มย้อม คือใช้เปลือกไม้ ใบไม้ นำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่ในน้ำ ต้มจนเดือด เพื่อให้สีออก การต้มนั้นใช้เวลา  1 ชม. ก็เพียงพอแล้ว ส่วนการย้อมเย็นก็คือการหมักย้อม มีพืชสองชนิดที่สามารถทำได้คือ คราม (indigo) และมะเกลือ (ebony)

2. สีย้อมธรรมชาติ จะติดได้ง่ายกับเส้นใยธรรมชาติ  : แบ่งง่ายๆคือเส้นใยจากสัตว์และจากพืช เส้นใยจากสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น ไหม และขนสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนแกะ จามรี ขนนก ส่วนเส้นใยจากพืชก็ได้แก่ ฝ้าย ปอ ป่าน ลินิน กัญชง ใยสับปะรด ไปจนถึงใยบัว สาเหตุที่ติดกับเส้นใยธรรมชาติได้ง่ายก็เพราะเส้นใยเหล่านี้ ถ้าซูมเข้าไปใกล้ๆ โครงสร้างจะสานกันเป็นรูห่างๆ สีจึงแทรกซึมเข้าไปติดในเส้นใยได้ นอกจากผ้าแล้วสีครามยังสามารถเอามาย้อมอย่างอื่นได้อีกมากมาย โดยเฉพาะวัสดุจากธรรมชาติเช่น หิน หนัง หนังกลับ กระดาษ ไม้ และเครื่องเซรามิกส์

3. สีครามมาจากต้นคราม : เป็นพืชตระกูลถั่ว มีทั้งแบบฝักตรงและฝักงอ ฝักตรง ใบจะโค้งมนและหนากว่า ต้นอวบเตี้ย ส่วนฝักงอใบจะปลายแหลม ต้นสูง ฝักเป็นเกลียวเล็กๆ วิธีการปลูกก็ง่ายๆ โดยการแช่เมล็ดครามกับน้ำ 1 คืน เอาไปฝังดิน ไม่ต้องลึกมาก และรดน้ำวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พี่แมนบอกว่า ผ่านไป 3 เดือน ต้นก็จะสูงประมาณ 1.5 เมตร จะออกฝักและดอกที่โอลด์โรส เราอาจใส่ปุ๋ยบำรุงใบเพิ่ม และถ้าครามพร้อมจะให้สีแล้ว จะมีสัญญาณบอกคือ ช่วงเช้ามืดมากๆ น้ำค้างจะมีสีครามเกาะที่ใบคราม เรียกว่า หยาดคราม

4. การเก็บเกี่ยวคราม : เราจะตัดครามมาเป็นก้านๆ แล้วเอาก้านที่มีใบติดทั้งหมดมาหักมัดเป็นฟ่อน ใส่ลงไปในถังน้ำจนเต็มแล้วเอาหินทับ ทิ้งไว้ 48 ชม. หรือ 2-3 วัน แล้วแต่สภาพอากาศ ใบครามจะคายสีเขียวแกมฟ้าออกมา ใบจะเน่า ส่วนขอบใบจะเปลี่ยนสีเป็นม่วงน้ำเงินเหลือบๆ ( Tips : หากเอากากคราม / ฟ่อนครามนี้ออกไปไว้ใต้ต้นไม้ จะเกิด “เห็ดคราม” ที่สามารถนำมาปรุงอาหารได้เหมือนเห็ดฟาง )

5. การทำน้ำขี้เถ้า : นำเหง้ากล้วยมาสับ ตากแดดให้แห้ง เมื่อแห้งหมาดๆแล้วก็เผาให้หมดเป็นขี้เถ้า เสร็จก็เอาใส่ถัง อัดให้แน่น เติมน้ำสะอาดมากรองขี้เถ้า โดยเจาะรูก้นถัง แล้วนำถังอีกใบมารอง เพียงเท่านี้ก็จะได้หัวเชื้อน้ำด่างขี้เถ้า ซึ่งมีกลื่นเหมือนซันไลต์ สีจะเข้มหรือไม่ขึ้นกับพืชแต่ละชนิดที่นำมาเผา พืชเหล่านี้ก็ได้แก่ ต้นขี้เหล็ก ต้นกล้วย ทางมะพร้าว หยวกกล้วย ยูคาลิปตัส และเปลือกทุเรียน เพราะมีฤทธิ์เค็ม ชาวชนบทจะใช้วิธีการชิมหัวเชื้อน้ำด่าง บอกว่ามีรสซ่าเหมือนโซดา และเค็มหน่อยๆ อันนี้เราก็ยังไม่กล้าชิม

6. การทำให้ตกตะกอน : จากนั้นเมื่อได้น้ำสีเขียวแกมฟ้าในถังแล้ว ให้ใช้กระดาษ pH วัด  พอได้น้ำสีเขียวแกมน้ำเงินในถังหมักแล้ว ให้เรานำปูนขาวหรือปูนแดง มาละลายน้ำ ใส่ผสมกัน แล้วโจกครามหรือซวกคราม (เป็นกรรมวิธีที่ทำให้อากาศแทรกตัวเข้าไปในน้ำ) น้ำจะยุบลง จากนั้นสีตกตะกอน หากนำผ้าดิบมากรองน้ำนี้ ก็จะได้เนื้อครามเข้มข้น

7. ถังจะย้อมได้ ต้องอยู่ในสภาวะที่เป็นด่าง :ใช้ด่างจากขี้เถ้า มาละลายรวมกัน ทิ้งไว้ 2-3 วัน เพื่อให้ตัวน้ำด่างละลายสีครามจนแหลก จากนั้นจึงปรับสภาพ pH ในหม้อย้อมด้วยรสเปรี้ยว โดยการเติมมะขามเปียก หรือน้ำซาวข้าวลงไป (มันคือการเอาข้าวเหนียวแช่น้ำ แล้วทิ้งไว้ให้บูดนั่นเอง)

8. ปัจจัยที่มีผลต่อความเข้มของสีคราม : บางทีเราอาจสงสัยว่าทำไมหม้อบางหม้อ ย้อมแป๊ปเดียว ให้สีน้ำเงินเข้ม ส่วนบางหม้อต้องย้อมหลายต่อหลายครั้ง ปัจจัยนี้ขึ้นอยู่กับ สัดส่วนปริมาณเนื้อครามตอนก่อหม้อ, ความเป็นกรดด่าง (pH) ในหม้อ แล้วก็อาหารของคราม อากาศที่ต่างกันก็มีผลต่อหม้อคราม จึงต้องให้หม้ออยู่ในที่ๆเหมาะสม บางทีคนเถ้าคนแก่จะบอกว่าถ้าเป็นผู้หญิงที่มีประจำเดือน หรือเป็นพระ ก็ห้ามย้อมคราม ตรงนี้เป็นความเชื่อของชาวบ้านนั่นเอง

9. อาหารของหม้อคราม : การย้อมครามของแต่ละประเทศมีวิธีคล้ายคลึงกัน ก็คือการหมักย้อม (fermentation) ซึ่งต้องมีการเลี้ยงเชื้อ ด้วยอาหาร เช่น น้ำอ้อย น้ำผึ้ง ถ้าเป็นทางญี่ปุ่นบางที่ก็เลี้ยงด้วยเหล้าสาเก หรือจมูกข้าวสาลี เพื่อกระตุ้นให้เชื้อจุลินทรีย์เติบโตและอุดมสมบูรณ์ และเพราะสีครามเป็นสีที่มีชีวิตแบบนี้เอง หม้อครามในสมัยก่อนจึงผูกติดกับชีวิตของช่างย้อมมาก เพราะช่างจะดูแลใส่ใจเหมือนลูก ทำให้คนนึงจะมีหม้อครามเพียง 1-2 ใบเท่านั้น ไม่เยอะเหมือนสมัยนี้  ถ้าบ้านไหนมีครามเป็นสิบๆหม้อ ก็อาจจะโดนเพื่อนบ้านสงสัยว่าเป็นปอบก็เป็นได้

10. “หม้อมา” : เมื่อน้ำย้อมครามมีสภาพที่สมบูรณ์เมื่อไร ภาษาชาวบ้านจะเรียกว่า “หม้อมา” สังเกตได้ด้วยสามประสาทสัมผัสคือ ดู / ดม / สัมผัส  ได้แก่การดูสีของน้ำย้อม ถ้าเป็นสีเหลืองอมเขียวก็ใช้ได้, ดูสีฟอง และฟิล์มบนผิวน้ำย้อม ถ้าให้ดีจะเห็นเป็นฟิล์มบางๆ เหลือบcopper ประกายรุ้งสวยงาม นั่นแปลว่าหม้อเริ่มมา พร้อมที่จะนำผ้าลงย้อมได้นั่นเอง

*

หลังจากเข้าใจเรื่องครามแล้ว พี่แมนยังสอนเทคนิคการทุบใบไม้และดอกไม้ลงบนผ้าด้วยก้อนหิน ที่คนญี่ปุ่นเรียกว่าฮาปาโซเมะ (hapazome) ซึ่งเป็นเทคนิคโบราณในการดึงสีจากพืชลงบนผ้า ในเวิร์คช็อปวันนี้เลยได้ลองทำทั้งสีเขียวและสีคราม ส่วนในช่วงบ่ายเป็น session ของการทดลองย้อมครามกับวัสดุแปลกๆอย่างกระดาษ หนังกลับ และแม้กระทั่งตะกร้าหวาย เพื่อเป็นไอเดียให้เกิดการพัฒนาวัสดุไทยใหม่ๆที่จะถูกนำมาใช้ในการออกแบบต่อไป ต้องขอบคุณ SACICT Gallery  ที่จัดกิจกรรมดีๆแบบนี้ขึ้นโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายค่ะ

 

Words by Kamonnart
Thank you SACICT Gallery, and Metavee for photo contribution
All images copyright  © Kamonnart Ongwandee & Metavee Varintaravejh

Comments 3

  1. Linn says on March 19, 2016

    จะมีจัดอีกไหมค่ะเวิร์คช็อป

  2. หนุ่ย says on December 15, 2015

    ขอบคุณมากๆครับ ผมอ่านเพลินเลยครับ

share your thoughts here

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s