London
Comment 1

Exhibition Review : Mademoiselle Privé

Inside the immersive experiences of the interactive exhibition by Chanel , the secrets of the brand finally unveiled here.

ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ สังเกตเห็นว่าแบรนด์ High Fashion ต่างๆ แข่งขันกันสูงมากในเรื่องของการสร้างประสบการณ์ในรูปแบบอื่นๆนอกเหนือไปจากที่คาดเดาได้ รูปแบบโชว์แบบเดิมๆนั้นอาจได้ผลเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ในยุคที่ไม่มีอะไรใหม่อีกต่อไป ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอจึงกลายเป็นคีย์หลักของ Originality ที่ทำให้คนหันมาสนใจ และสำคัญมากกว่าตัวเสื้อผ้าเองเสียอีกในบางครั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้ social media เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคมากที่สุด เหล่าแบรนด์ High end จึงต้องเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่มากขึ้น แต่การทำการตลาดบน social มากเกินไปนั้นอาจลดคุณค่าและ exclusivity ของแบรนด์ลงได้ ทางออกของหลายๆแบรนด์ที่อยากให้คน engage มากขึ้นแต่ไม่อยากโพสท์อะไรเยอะนั้นดูเหมือนจะเป็นการทำนิทรรศการ ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์เผยมุมที่ต้องการจะสื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นหรือการบอกเล่าเบื้องหลังต่างๆให้คนทั่วไปได้เข้าชม

และดูเหมือนว่าปีนี้ลอนดอนจะเป็นเมืองฮ็อทฮิตที่ถูกเลือกให้เป็น venue ในการนำเสนอนิทรรศการแฟชั่นมากกว่าที่ผ่านมา เพราะตลอดทั้งปีมีนิทรรศการแฟชั่นมากมายเกิดขึ้นที่นี่ตั้งแต่ Hermés, Alexander McQueen’s Savage Beauty , Louis Vuitton Series 3 และล่าสุด Chanel’s Mademoiselle Privé ที่วันนี้เราจะมาเล่าถึงนั่นเอง

First room – Gabrielle’s famous Rue Cambon apartment in Paris

Mademoiselle Privé เป็นนิทรรศการที่ explore การสร้างสรรค์ของผู้กุมบัลลังก์ของ Chanel ทั้งสอง Gabrielle Coco Chanel สุภาพสตรีอันดับหนึ่งแห่งโลกแฟชั่น และ Karl Lagerfeld ครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนปัจจุบัน โดยป้าคาร์ลได้ take over ทั้งตึก Saatchi Gallery บนถนน King’s Road และเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นนิทรรศการที่นำเสนอประสบการณ์เต็มรูปแบบ (หรือคำว่า Multi-sensory ที่ทุกๆสื่อตอนนี้ชอบใช้กัน)

ความพิเศษของนิทรรศการนี้ที่ไม่เหมือนใคร คือการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเข้าชม ด้วย mobile application ที่ทำให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมลงลึกมากไปกว่าการชมตัวงานเพียงผิวเผิน เพราะในหลายๆจุดที่ดูไม่มีอะไร แต่เราจะเห็นภาพและลูกเล่นที่ซ่อนอยู่ก็ต่อเมื่อมองผ่าน app นี้บนจอมือถือเท่านั้น

นิทรรศการเริ่มตั้งแต่เราเดินก้าวเข้ารั้ว Saatchi Gallery ไป ก็มีสวนดอกไม้แบบ English garden สวยรอรับนำทางไปสู่ทางเข้า exhibition แล้ว ในห้องแรกที่เข้าไปเป็นห้องเปล่าๆที่จำลองอพาร์ทเมนท์ของ Mademoiselle Coco Chanel บนถนน  Rue Cambon ในปารีส

Gabrielle walking down the stairs to look after her own hat shop, and disappear.

DSCF5684 copy

ห้องต่อๆไปพาเราลงลึกไปสู่สถานที่อันพิเศษและมีความหมายต่อ Coco ทั้ง Venice , Scotland และร้านขายหมวกร้านแรกของ Coco ใน Deauville ที่มีวิดีโอ illustration น่ารักๆ ฉายวนไปมาบนผนัง ราวกับย้อนเวลาไปอยู่ในวันที่เธอยังมีชีวิตอยู่จริงๆ

DSCF5701 copy

Gabrielle’s quotes on sports and her casual dress invention

“I didn’t go out because I needed to design dresses, I designed dresses preciseely because I went out, because I have lived the life of the century, and was the first to do so.” – Coco Chanel

DSCF5711 copy

The exhibition is named after the sign that Coco placed on the door of her atelier in order that she could work undisturbed.

Photo credit : Stylebubble

an enlarged version of a star-covered diamond necklace created by Coco in 1932

Mademoiselle Privé มีการเล่นกับ sense ต่างๆของมนุษย์ในหลากหลายรูปแบบ และเป็นครั้งแรกที่เราได้เรียนรู้เบื้องหลังของแบรนด์อย่างละเอียดในห้อง ‘Totem’ ซึ่ง Element ต่างๆที่ประกอบร่างเป็นแบรนด์ไอเดนติตี้นั้นถูกนำมาร้อยเรียงนำเสนออย่างทรงพลัง  ตั้งแต่เส้นสีดำ (The black line) , สีแดง (Rouge) , ดอกคามีเลีย , ไข่มุก, ฟางข้าว ไปจนถึงสิ่งที่เราไม่เคยรู้อย่างเลขนำโชค หรือ Lucky number

prive2

DSCF5735 copy

DSCF5737 copy

DSCF5757 copy

DSCF5758 copy

prive4

prive5

DSCF5770 copy

Chanel’s signature chain

ห้องที่เราชอบที่สุดคือห้อง Fragrance room ของน้ำหอมคลาสสิคตลอดกาล ‘Chanel No.5’ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนกับอยู่ในสวนสนุกที่มีตีมเป็นโรงกลั่น ที่แยกกลิ่น notes ต่างๆในน้ำหอมมาสู่เตาหลอมที่ตั้งอยู่เต็มห้อง เดินชมรอบๆอยู่ดีๆ ไฟก็มืดลง และฝาเตาก็ค่อยๆเปิดให้กลิ่นภายในฟุ้งกระจายออกมาพร้อมกับเผยให้เห็นของเหลวสีสันสวยงามภายใน

DSCF5795 copy

DSCF5807 copy

prive7

ชั้นสองของ gallery มีความ traditional นำเสนอ history ของแบรนด์มากขึ้น ห้องแรกเป็นห้องที่นำ Bijoux de Diamants High Jewellery collection คอลเลกชั่นเครื่องประดับเพชรชั้นสูงที่ออกแบบโดย Coco มาแสดงเป็นครั้งแรกในลอนดอนหลังจากปี 1932 บนผนังเต็มไปด้วยงานภาพถ่ายโดย Karl Lagerfeld ที่นำเครื่องเพชรเหล่านั้นมาให้เหล่า muse ของป้าคาร์ลถ่ายแบบ ไม่ว่าจะเป็น Lily-Rose Depp, Keira Knightley, Kristen Stewart, Vanessa Paradis, Rita Ora ไปจนถึง Lara Stone

DSCF5821 copy

prive1

DSCF5828 copy

DSCF5826 copy

DSCF5827 copy

ภายในห้องนี้ยังมีห้องฉายหนังสั้นที่เขียนและกำกับโดย Karl Lagerfeld โดย Coco (เล่นโดย Geraldine Chaplin)  ได้ตื่นขึ้นมาในอพาร์ทเม้นท์เดิมของตัวเองในปี 2015 แล้วพบว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ แต่มีคนมานั่งที่โต๊ะทำงานของเธอแทน (Karl Lagerfeld เล่นโดย Karl Lagerfeld )  เลยเดินไปต่อว่า Karl ทำไม Chanel ถึงกลายเป็นแบบนี้ ทั้งคู่นั่งเถียงกันอยู่ที่โต๊ะทำงานไปเรื่อยๆจนจบ ป้าคาร์ล mock ตัวเองเก่งอยู่แล้ว ตลกดี

Coco : ‘Don’t you think it’s limiting what you do?’ she demands. ‘You manipulated my designs. WHAT are you doing with my brand? When you were handed my house in 1983, I turned in my grave!’

อีกห้องหนึ่งจัดแสดง ‘Haute Couture’ collection ที่นำชุดในคอลเลกชั่นโอตกูตูร์ของชาแนลมาแสดง ให้เราได้เห็นความอลังการของดีเทลการปักและงานคราฟท์ต่างๆที่ตกแต่งลงบนผืนผ้าอย่างใกล้ชิด

Haute Couture room

IMG_0048

double C pattern French garden

ชั้นบนสุด เป็นห้องสำหรับจัด workshop โดยช่างฝีมือของ Chanel และเวิร์คช็อปการปรุงน้ำหอมของ Chanel No.5 ทำให้ผู้เยี่ยมชมมีโอกาสได้ลองลิ้มรสเทคนิคการทำงานผ้าแบบโอตกูตูร์ จากทั้ง Lesage โรงเรียนช่างปักชั้นสูง และ Lemaire ที่สอนการทำ element สำหรับปักอย่างดอก camelia และขนนก

DSCF5854 copy

DSCF5852 copy

DSCF5858 copy

DSCF5863 copy

DSCF5865 copy

DSCF5870 copy

my favourite piece from Lemaire , very intricate and amazing details

เห็นคนที่ไปชมนิทรรศการบางคน แต่งตัวจัดเต็มด้วยแบรนด์นั้นหัวจรดเท้าเหมือนมานั่ง Front row พร้อม selfie stick สำหรับถ่ายรูปคู่กับทุกอย่างในนิทรรศการ ก็เข้าใจว่าใครที่หลงใหลแฟชั่นก็ล้วนอยากจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลก High Fashion ทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์  วิธีการจัดนิทรรศการนี้จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะนอกจากจะเชื้อเชิญให้คนทั่วไปได้เข้ามาสัมผัสโลกของแบรนด์โดยที่แบรนด์ไม่เสียลุคแล้ว ทางแบรนด์เองก็ได้ประโยชน์ไปเต็มๆจากปริมาณภาพและวิดีโอที่เหล่าแฟนคลับแชร์ลงอย่างมหาศาลบน social media เหมือนที่ Bruno Pavlovesky ซีอีโอของ Chanel กล่าวไว้ว่าเขาต้องการเชื่อมโยงแบรนด์กับลูกค้าให้ได้มากที่สุดผ่านโลกดิจิตอลนั่นเอง

“We want to use all our means to be connected to our customers; digital is the area between the boutique and the customers”

– Bruno Pavlovesky, Chanel’s CEO

English garden in the front of the exhibition


Keywords : Brand Immersive experience,  Virtual Reality , Interactive Exhibition , User engagement, Digital , Technology , History, Crafts 

*all photographs by me unless stated, please don’t use without permission

1 Comment

  1. Pingback: Exhibition Review : Louis Vuitton Series 3 | Vanillawalk

share your thoughts here

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s