Fashion Revolution : The Change is here (TH)

Conscious, Uncategorized April 20, 2016

It’s Fashion Revolution Week ! 

ช่วงนี้หลายๆคนที่เล่นโซเชียลมีเดียอาจจะเคยเห็นแฮชเท็ค #FashionRevolution ผ่านๆตากันบ้าง เพราะสัปดาห์นี้คือสัปดาห์แห่ง Fashion Revolution Week ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-24 เมษายน เราได้ติดตามแคมเปญนี้มาในปีก่อนๆแล้วแต่ว่าปีนี้ตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะจะได้ทำงานโดยตรงกับกลุ่มนี้ในฐานะ Fashion Revolution student ambassador ของมหาวิทยาลัย หน้าที่ของเราคือสร้าง awareness ให้กับคนในโรงเรียนและเชิญชวนนักเรียนคนอื่นมาร่วมแคมเปญนี้ โดยกิจกรรมแรกเราจะจัดฉายหนังสารคดีเรื่อง The True Cost ซึ่งเป็นสารคดีที่ตีแผ่เบื้องหลังของอุตสาหกรรมแฟชั่นในหลายๆประเด็นที่น่าสนใจ (สำหรับที่ไทยสามารถซื้อหรือเช่าดูได้ผ่านเว็บไซต์ Amazon ค่ะ)

หลายๆคนอาจจะยังสงสัยว่า Fashion Revolution คืออะไร เราเลยรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นที่มาที่ไปของ movement นี้มาให้ดูกันคร่าวๆ ในบทความนี้ค่ะ

FRD_logo

Fashion Revolution คืออะไร ?

 

Fashion Revolution คือเครือข่ายกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการทำให้ระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นโปร่งใสขึ้นและดีขึ้นทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่นการใช้แรงงานคน/เด็ก ที่ไม่เป็นธรรม เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงให้แฟชั่นในอนาคตมีความยั่งยืนมากขึ้น เครือข่ายนี้มีฐานอยู่ที่อังกฤษแต่ว่าเป็น movement ทั่วโลกที่มีคนจากประเทศกว่า 60 ประเทศเข้าร่วมแล้ว กลายเป็น global movement ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 3 ปี

Fashion Revolution ก่อตั้งโดย Carry Somers และ Orsola de Castro ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นแบบยั่งยืน โดยทางกลุ่มมุ่งเน้นการสนับสนุนให้กลุ่มคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมแฟชั่นได้รวมตัวกันเพื่อตั้งคำถามต่อฟาสต์แฟชั่นแบรนด์และระบบในปัจจุบันที่ยังก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมและสังคมมากมาย “กลุ่มคน” ที่ทำงานในแฟชั่นที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงแค่เฉพาะนักออกแบบแต่หากรวมถึงทุกๆคนที่อยู่ในห่วงโซ่ supply chain ตั้งแต่ชาวไร่ผู้ปลูกฝ้าย ,คนงานเย็บผ้า, เจ้าของโรงงานผู้ผลิต, นักออกแบบ, ผู้จัดซื้อ, ผู้ค้าปลีกไปจนถึงผู้บริโภค เพราะว่ากว่าจะมาเป็นสินค้าแฟชั่นหนึ่งชิ้นนั้นไม่ได้เกิดจากนักออกแบบเสกมันออกมา หากแต่ต้องผ่านกระบวนการมากมายในการขึ้นตัวอย่าง เย็บ และผลิต การให้ความสำคัญกับทุกๆคนที่มีหน้าที่เบื้องหลังการผลิตนี้จะทำให้ผู้คนเหล่านั้นที่ปกติถูกตัดออกจากการรับรู้ผ่านสื่อของผู้บริโภค ได้รับความเป็นธรรมและได้ connect กับผู้บริโภคมากขึ้นด้วย ในอีกทางหนึ่งเราฝั่งผู้บริโภคก็จะได้รับรู้ว่าใครเป็นผู้อยู่ทำงานอยู่เบื้องหลังเสื้อผ้าที่เราสวมใส่นั่นเอง

 


ทำไมต้องวันที่ 24 เมษา ?

 

Fashion Revolution ตรงกับวันที่ 24 เมษายน เพราะในวันเดียวกันปี 2013 นั้น ได้เกิดเหตุการณ์โรงงานราณาพลาซ่าในบังกลาเทศถล่ม ทำให้ช่างเย็บผ้ากว่า 1,134 คนเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกมากกว่า 2,500 คน กลายเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมากที่สุดเป็นอันดับสี่ในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมแฟชั่น  แต่ที่ทางตะวันตกช็อกกันมากก็เพราะว่าภายใต้ซากโรงงานนั้นเต็มไปด้วยสินค้าฟาสต์แฟชั่นของแบรนด์ที่พบเห็นได้ตามไฮสตรีททั่วไปในประเทศตะวันตกนั่นเอง (รวมไปถึงหลายๆแบรนด์ที่มาเปิดในไทยด้วย)

การสูญเสียครั้งใหญ่นี้นำมาซึ่งการตั้งคำถามอย่างจริงจัง เหตุการณ์นี้จึงเหมือนมากระตุกต่อมความรับผิดชอบของชาวตะวันตกให้มาให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องการปรับปรุง working condition และการให้ค่าแรงที่เป็นธรรมกับผู้ผลิตเสื้อผ้าในประเทศยากจนที่แข่งขันกันด้านราคาเป็นหลัก (เช่น บังกลาเทศ จีน กัมพูชา) จริงๆแล้วการถล่มของตึกโรงงานเหล่านี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่มันเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศยากจน ซึ่งสาเหตุหลักๆก็มาจากเรื่องมาตรฐานที่ไม่ได้เรื่องและสวัสดิภาพของแรงงานที่อยู่ในขั้นจัดว่าต่ำมากเพราะแออัดเบียดเสียดและการที่ต้องถูกผู้จ้างกดดันเพราะต้องผลิตให้ทันเดดไลน์ของฟาสต์แฟชั่นที่แสนตลกร้ายนั่นเอง

ตั้งแต่นั้น วันที่ 24 เมษา เลยกลายเป็นวัน Fashion Revolution ของทุกปี โดยทางกลุ่ม Fashion Revolution เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้และต้องการสร้างความตระหนักให้กับปัญหาที่เรื้อรังนี้โดยเชิญชวนผู้คนมาร่วมตั้งคำถามต่อแบรนด์ผ่านแฮชแท็ค  #whomademyclothes

Screen Shot 2559-04-20 at 1.56.48 AMIllustration by @florencereekie

 

ทำไมเราจึงต้องมี Fashion Revolution ?

 

การเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตและบริโภคนิยมที่ฝังรากลึกมานานนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่เราเริ่มจากสเต็ปเล็กๆง่ายๆค่อยเป็นค่อยไปได้ด้วยการโฟกัสที่การเพิ่มความโปร่งใส (Transparency) ในแบรนด์แฟชั่น Fashion Revolution อยากให้คนตั้งคำถามกับแบรนด์เพื่อที่จะได้ reconnect คนจากทั้งสองฝั่งของ supply chain เข้าหากัน เพราะในปัจจุบันเราถูกตัดขาดจากข้อมูลเหล่านี้ และเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เราซื้อมาและสวมใส่อยู่นั่น มีที่มีที่ไปอย่างไร มาจากที่ไหนและใครเป็นคนผลิต บ่อยครั้งที่เราเห็นป้าย Made in China หรือ Made in Cambodia จากแบรนด์ที่เราซื้อในห้างสรรพสินค้า แต่ก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่านั้น ที่หนักไปกว่านั้นคือบางทีโรงงานเหล่านี้ก็ outsource ไปผลิตที่อื่นแต่ทำแค่ 10% ที่เหลือในที่ๆอยากใส่ลงไปในป้ายก็ได้

อาจจะฟังดูยากในการจะให้เกิดความโปร่งใสในการผลิตนี้เพราะแต่ละแบรนด์ก็คงไม่อยากเปิดเผยข้อมูลของซัพพลายเออร์ของตนเอง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 นี้ มีความสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องราวเบื้องหลังของสินค้าที่ตนบริโภคมาก ดังนั้นแบรนด์ที่สามารถเป็นผู้นำในเรื่องนี้ได้ก่อนย่อมสร้าง customer relationship และสินค้าที่มีเรื่องราวและมีความหมายอย่างแท้จริง

หลายๆคนอาจจะสนใจว่าในปัจจุบันมีแบรนด์ใดที่ทำงานในแนวทางนี้อยู่บ้าง ไว้จะเอามาเขียนในบล็อกหน้าให้อ่านกันค่ะ ส่วนถ้าใครสนใจอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Fashion Revolution สามารถดูได้อย่างละเอียดใน handbook ด้านล่างนี้เลย

13048198_1046249692135207_6624553097579702571_oYou could find out more why in Fashion Revolution’s white paper | Image from fb 

 

ทำไมอยู่ดีๆถึงมาสนใจ Fashion Revolution ?

 

เป็นคำถามที่หลายๆคนอาจสงสัยเหมือนกันว่า ช็อปปิ้งสนุกๆทำของสวยๆอยู่ดีๆทำไมต้องมาสนใจเรื่องพวกนี้ด้วยตอนเด็กๆทุกอย่างก็สวยงาม แต่แน่นอนว่าไม่มีทางที่อะไรจะดีไป 100% ทุกอย่างมีขาวมีดำ ยิ่งโตเราก็ยิ่งได้เรียนรู้มุมอื่นๆของสิ่งที่เรารักมากขึ้น การเรียนและศึกษาวงจรแฟชั่นและกลไกตลาดใน 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ทำให้เริ่มเข้าใจว่าระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นทำงานอย่างไร รวมกับประสบการณ์ที่มีค่าหลายอย่างซึ่งทำให้เริ่มตั้งคำถามต่อแฟชั่นที่เคยรู้จักและอยากที่จะเรียนในตอนแรก และเมื่อได้อ่านหนังสือ บทความต่างๆ ก็พบความจริงที่ไม่ค่อยสวยงามหลายอย่างในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่อุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอนั้นสร้างมลพิษและขยะให้โลกเป็นอันดับสองรองจากน้ำมัน เรื่องผลกระทบต่อโลกร้อน, การใช้แรงงานเด็ก, การกดราคาแรงงานในประเทศกำลังพัฒนาไปจนถึงการกุมอำนาจสื่อโดยยักษ์ใหญ่ทางแฟชั่น เป็นต้น (นี่แค่ส่วนหนึ่ง)

แม้จะมีความจริงของอุตสาหกรรมแฟชั่นหลายอย่างที่คนรักแฟชั่นอาจไม่อยากได้ยิน แต่การยอมรับความจริงและศึกษาปัญหาเพื่อจะได้หาทางแก้ร่วมกันอย่างจริงจังนั้นดูจะเป็นทางออกที่ดีมากกว่า เราคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นอยู่กับดีไซเนอร์ หรือเกิดจากการออกแบบสินค้าที่ sustainable เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพราะขั้นตอนการออกแบบเป็นแค่ส่วนจิ๊บจ้อยของทั้ง supply chain  สิ่งที่จะสร้าง impact อย่างแท้จริงนอกเหนือไปจากกระบวนการผลิตนั้นขึ้นอยู่กับตลาดเป็นหลัก และขึ้นอยู่กับวิธีการที่เราผู้บริโภคเลือกซื้อ สวมใส่ ดูแล ให้คุณค่า หรือทิ้งเสื้อผ้าของเรา เลยคิดว่าน่าจะดีหากเลิกคุยกับตัวเองคนเดียวแล้วมาลองเขียนเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในบล็อกนี้เพราะเราเชื่อว่าคงมีหลายๆคนที่คิดและสนใจ sustainable fashion เหมือนกันแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรมากกว่า จะขอพูดในบล็อกต่อๆไป ส่วนตัวเราค่อนข้างเชื่อว่าแบรนด์สามารถปรับตัวและสร้างทางเลือกที่ดีกว่าได้ แต่ก็ต้องเริ่มจากความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป การที่ผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างเรามีความต้องการสินค้าที่แตกต่างและตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้นั่นเอง  🙂

 

socialmedia_quotes_LucySiegle


So, How to get involved ?

 

ในสัปดาห์นี้ วันที่ 18-24 เมษา ถ้าลองดูในโซเชียลมีเดียต่างๆทั้ง  Facebook, Twitter และ Instagram จะเห็นแคมเปน #FashionRevolution และ #whomademyclothes เกิดขึ้นมากมายใน feed โดยเราสามารถร่วมจอยน์ได้ง่ายๆโดยการใส่เสื้อผ้ากลับด้านในออกให้เห็น label  แท็คแบรนด์และถามคำถามง่ายๆ ว่า “Who Made My Clothes?”  ด้านล่างนี้คือตัวอย่างรูปจากใน instagram ที่เราชอบ

Screen Shot 2559-04-20 at 1.56.27 AM
IG : @andreagodn “170 million kids are working around the world, many of them work in the textile industry. @zara, #WhoMadeMyClothes

Screen Shot 2559-04-20 at 1.51.49 AM
IG : @weareknitters 👍✌🙌👌

นอกจากฝั่งผู้บริโภคแล้ว ฝั่งผู้ผลิตหลายๆแบรนด์เองก็เข้าร่วมกับแคมเปญนี้ด้วยโดยการถ่ายรูปตัวเองคู่กับโปสเตอร์ ‘I Made Your Clothes.’ หลายๆแบรนด์ทำได้น่าสนใจทีเดียว ประเทศใกล้ตัวของไทยอย่างกัมพูชาก็มี Fashion Revolution Cambodia network ที่กำลังขยายตัวและมีแบรนด์ sustainable fashion ที่น่าสนใจอยู่หลายแบรนด์ทีเดียว ลองดูที่ @tonledesign ลงรูปก็ดูมีสีสันไม่น้อย

Screen Shot 2559-04-20 at 1.59.26 AM@notjustalabel  This is the incredible Yoshiyuki Minami, the designer behind @_manonik_. Not only does Minami weave his own fabrics, he knows his suppliers personally.

Screen Shot 2559-04-20 at 1.56.43 AMIG: @tonledesign 

We believe in fashion- an industry which values people, the environment, creativity and profits in equal measure, and it’s everyone’s responsibility to ensure that this happens.” – Fashion Revolution- Our Mission

 

Screen Shot 2559-04-20 at 2.50.40 AMphotos from Day2 of Fashion Revolution week 2016 (facebook)

 

นี่ก็เป็นข้อมูลคร่าวๆของบทความแรกเกี่ยวกับ Fashion Revolution ของ Vanillawalk
ส่วนใหญ่เรื่องในบล็อกนี้ก็ลงเพื่อให้ตัวเองเก็บไว้ดูหรือเป็นแรงบันดาลใจ แต่ถ้าเกิดว่าใครเห็นว่ามีประโยชน์หรืออยากแชร์ คอนเทนท์เหล่านี้ก็เขียนเพื่อสำหรับทุกคนที่สนใจเหมือนกัน อาจจะไม่ค่อยได้อัพเดทช่วงหลังๆนี้เพราะว่าเรียนป.โท หนักมากและไม่มีเวลาแปล แต่ว่าจะพยายามเขียนให้บ่อยมากขึ้นค่ะ บทความต่อไปจะมาเขียนถึงเรื่อง How to Slow Down Your Relationship with Fashion ส่วนในระหว่างนี้เราสามารถเริ่มเองได้ง่ายๆจากการที่เราเลือกซื้อและใช้เสื้อผ้าให้รู้คุณค่าและรู้ที่มาที่ไปมากขึ้น เหมือนอย่างที่ Livia Firth ผู้เขียนหนังสือเรื่อง To Die For : Is fashion wearing out the world ได้กล่าวไว้ว่า  “Become an active citizen through your wardrobe” นั่นเอง

 

ใครสนใจสามารถอ่านต่อเกี่ยวกับ Fashion Revolution ได้ในเว็บไซต์ fashionrevolution.org ค่ะ

xx Kamon

 

Sources & Futher reading  :

 

Comment 1

  1. Sidhilak Naravirojana says on May 5, 2016

    Ink Heart is a film that may warm you right side up with happiness. The end of film may add heat someone ‘s head.

share your thoughts here

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s